เมื่อถึงโรงพยาบาลรัฐ ทีมแพทย์ได้ให้การช่วยเหลือ แต่พบว่าเด็กที่คลอดออกมา ไม่หายใจแล้ว แพทย์ได้ฟื้นคืนชีพและใส่เครื่องช่วยหายใจรวมถึงการเจาะคอ จนเป็นสาเหตุให้น้องปังปังกลายเป็นเด็กพิการมาจนถึงทุกวันนี้ โดยตอนนี้น้องมีภาวะโรคปอดเรื้อรัง ต้องใช้เครื่ิองช่วยหายใจ ดูดเสมหะผ่านท่อที่ต่อกับคอ รับอาหารผ่านสายยาง และ ยังมีปัญหาภาวะสมองพัฒนาการช้า
นางสาวนฤมล เล่าทั้งน้ำตาต่อว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ ต้องลาออกจากงานประจำที่เป็นพนักงานในร้านจำหน่ายสินค้ามือสอง เพราะต้องมาดูแลบุตรสาวที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ เช่นเดียวกับสามีที่ทำธุรกิจค้าขายของเก่าที่ไม่สามารถเดินทางไปรับส่งสินค้าได้ตามปกติ เพราะต้องมาคอยเปลี่ยนกันดูแลลูก ส่วนพี่สาวของน้องปังปังอีกสองคนก็ต้องออกจากโรงเรียน มาเรียนกศน.แทน เพื่อช่วยกันดูแลน้องสาวคนสุดท้อง
เรื่องที่เกิดขึ้นทางครอบครัวได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปหลายหน่วยงาน ทั้ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แพทยสภา และ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ซึ่งในตอนแรกการวินิจฉัยระบุการให้บริการของโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐาน แต่ทางครอบครัวได้อุทธรณ์
จนกระทั่ง 12 ก.ค. 2564 ทางสปสช. แจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ ระบุว่าการให้บริการของโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุข ตามมาตรา 18 ( 1 ) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยเห็นว่าการนำส่งโดยไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เป็นการส่งต่อผู้ป่วยที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นไปตามมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และในการดูแลผู้ป่วยรายนี้ที่เข้าสู่ระยะการคลอดและเป็นการคลอดผิดปกติ ไม่มีสูติแพทย์มาตรวจอาการ ทำให้การดูแลรักษามีความล่าช้า จึงเป็นการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุขด้วยเช่นกัน
นางสาวนฤมล บอกว่า ตลอด 5 ปี ไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ แต่หลังได้คำวินิจฉัยจาก สปสช. ทางครอบครัวได้นัดเจรจากับทางโรงพยาบาลหลายครั้ง ทุกครั้งทางโรงพยาบาลยืนยันว่าไม่ผิด แต่ได้ยื่นข้อเสนอเยียวยาให้กับครอบครัวเป็นเงิน 2 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าเป็นการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม หากไม่พอใจให้ให้ไปพิสูจน์กันที่ศาล แต่ทางครอบครัวเห็นว่าไม่เป็นธรรม ปัจจุบันสภาองค์กรของผู้บริโภคได้เข้ามาช่วยเหลือ โดยมีทนายความเข้ามาช่วย เตรียมฟ้องดำเนินคดีเรียกค่าชดเชยความเสียหายกับทางโรงพยาบาล
“การดูแลน้องปังปังตั้งแต่แรกคลอดมาจนถึงวันนี้ ทำให้ครอบครัวมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าจากการต้องเปิดเครื่องผลิตออกซิเจนตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งค่าอาหารทางการแพทย์ รวมทั้งกางเกงผ้าอ้อม รวมแล้วเดือนละกว่า 6,000 บาท โดยรายได้ที่ลดลงทำให้ทุกวันนี้ยังค้างจ่ายค่าไฟฟ้ามานานกว่า 1 ปี แต่โชคดีที่การไฟฟ้ายังเห็นใจผ่อนผันให้ เช่นเดียวกับค่าเช่าบ้านที่ยังค้างจ่ายอีกหลายเดือน โดยปัจจุบันตนเองกับสามีเปิดขายหมูปิ้งในช่วงเช้า และ ขายปิ้งย่างริมถนนในช่วงเย็น แต่ก็มีรายได้ไม่เพียงพอ” นางสาวนฤมล กล่าว
ข่าว / ภาพ เกรียงไกร รัตนา ศูนย์ข่าวเนชั่นภาคเหนือ