จากเดิมที่ทางสถาบันอ้อผะหญา เคยร่วมผลักดันแม่แจ่มโมเดล เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า เมื่อปี 2561-2562 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง สามารถช่วยลดพื้นที่เผาไหม้ได้ แต่หลังจากนั้นไม่มีการสานต่อโครงการมาหลายปี ไม่มีการขยายพื้นที่สนับสนุนชาวบ้านให้ปลูกพืชอื่นที่ทำรายได้ทดแทนการปลูกข้าวโพด ไม่มีการเข้ามาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่ได้เข้าร่วมในโครงการแม่แจ่มโมเดล ด้วยการปลูกกาแฟ จำนวน 160 ไร่ และ ปลูกไผ่ จำนวน 2,000 ไร่ ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเรื่องไฟป่าเข้ามาในพื้นที่เลย แต่ช่วงหลังไม่ได้รับการส่งเสริมต่อยอดเพิ่มเติม เนื่องจากติดขัดเรื่องงบประมาณ และไม่มีการส่งเสริมเรื่องการตลาดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการแปรรูปไผ่ หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท ต่างงดสั่งสินค้าเข้าไปประดับตกแต่ง ทำให้ช่วงนี้กลุ่มผู้ปลูกไผ่ต้องแปรรูปไผ่เป็นโต๊ะ เก้าอี้ เพื่อจำหน่ายให้กับร้านอาหารประเภทปิ้งย่าง เพื่อประคองตัวเองให้มีรายได้ไปก่อน
แม้ว่าในปีนี้ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มจะมีการปลูกข้าวโพดเพิ่มขึ้น จากการสำรวจพบกว่ามีการปลูกข้าวโพดประมาณ 120,000 ไร่ เพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่ปลูกอยู่ประมาณ 100,000 ไร่ แต่ข้าวโพดไม่ใช่จุดหลักที่ทำให้เกิดหมอกควันไฟป่า เนื่องจากชาวบ้านเริ่มตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาหลักจากเผาเศษซังข้าวโพด จึงใช้วิธีการถางไร่ก่อนทำการเผา บางจุดใช้วิธีการไถ่กลบเพื่อลดหมอกควัน ปัญหาหลักของการเกิดหมอกควันจึงเชื่อว่าอยู่ในพื้นที่ป่า ที่ไม่มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างถูกวิธี
ข่าว/ภาพ โดย นิศานาถ กังวาลวงศ์ ศูนย์ข่าวเนชั่นภาคเหนือ