ผู้ที่เป็นโรคคิดไปเองว่าป่วยนั้น ก็จะชอบคิดว่าตนเองป่วยเป็นโรคร้ายแรงจากอาการเพียงนิดหน่อย หรือ จะมีความกังวลและตรวจเช็กร่างกายตนเองตลอดเวลาเพื่อหาว่าตนเองเจ็บป่วยในเรื่องใด จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมื่อโควิด-19 ระบาดมากขึ้น เมื่อมีอาการระคายคอเพียงเล็กน้อย ไอ หรือ น้ำมูก ก็มักจะคิดและเครียดไปทันทีว่าตนเองเป็น โควิด-19
นอกจากนี้การระบาดของโควิด ยังสร้างปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Self-fulfilling prophecy ขึ้นมาอีกด้วย นั้นคือเมื่อมีความคาดหวังบางอย่างเกิดขึ้น ร่างกายก็จะตอบสนองและนำไปสู่อาการบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังนั้น
ซึ่งในประเด็นของโควิด นั้นเมื่อพบว่าคนใกล้ตัวเป็นโควิด ก็คิดว่าตนเองคงจะต้องติดเชื้อไปด้วย และความคิดดังกล่าวก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าระคายคอ หรือ หายใจลำบาก หรือ เจ็บหน้าอก ขึ้นมา และนำไปสู่ความเครียด ความกังวลว่าตนเองจะเป็นโควิดไปด้วย แม้จะตรวจ ATK แล้วพบว่าไม่เป็นก็ยังไม่เชื่อผลของ ATK และยังมีอาการต่างๆ ข้างต้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ตรวจ PCR แล้วอาการต่างๆ ถึงหายไปเอง
มีบทความใน BBC ที่รายงานความคาดหวังหรือความคิดดังกล่าว จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในร่ายกายของคน จะทำให้เกิดการหลั่งสารบางอย่างที่นำไปสู่อาการปวดศรีษะ ซึ่งยิ่งทำให้บุคคลผู้นั้นคิดไปเองคิดว่าตนเองป่วยแล้วจริงๆ
ความกังวลและระมัดระวังในเรื่องของสุขภาพเป็นสิ่งที่ดี แต่ความกังวลในระดับที่มากเกินไป จนถึงขั้นเป็น Illness anxiety disorder กลับจะส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและจิตของคน ในบทความของ BBC รายงานผลวิจัยว่าอาการ Illness anxiety disorder ส่งผลต่ออัตราการตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ถ้ามีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพที่มากเกินไปอาจจะเสียชีวิตเร็วกว่าผู้ที่ไม่มีความกังวลที่มากเกินไป
เป็นเรื่องโดยธรรมชาติอยู่แล้วที่คนจะมีความเครียด ความกังวล หรือ ความตื่นกลัวต่อเชื้อโรคในช่วงของการระบาดของโควิด แต่ความกังวลหรือความเครียดที่มากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจจะทำให้เกิดอาการ Illness anxiety disorder ในระยะยาวเมื่อโควิดกลายเป็นเรื่องปกติแล้ว ดังนั้นการเดินสายกลางอย่างมีสติอาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด
.
ขอขอบคุณ ที่มา : คอลัมน์ “มองมุมใหม่” จากกรุงเทพธุรกิจ
รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
[email protected]