แต่รมว.ยุติธรรม กลับเพิกเฉย ไม่ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แต่อย่างใด และปล่อยให้คดีสำคัญหายไปจากสำนวนคดี ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศไทยมาจนถึงขณะนี้
นางวันเพ็ญ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีสำคัญของประเทศไทย กรณีนี้ จึงเป็นเหตุทำให้กลุ่มประชาสัมฯ ควรเชื่อได้ว่า อาจจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท อัคราฯ เพื่อมิให้ถูกตรวจสอบ สอบสวน ดำเนินคดี เอาผิดตามกฎหมายของประเทศไทย จึงได้ยื่นต่อ ป.ป.ช เพื่อขอให้เร่งรีบสอบสวนดำเนินคดี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มาตรา 200 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยหากสอบสวนพบว่ามีการกระทำความผิดก็ขอให้ดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายให้ถึงที่สุดต่อไป
สำหรับคดีในชั้น ป.ป.ช. นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว และสำนักงาน ป.ป.ช.มีความจำเป็นต้องขอทราบข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2558-2563 กลุ่มประชาสังคมฯ มีหนังสือร้องเรียนต่อ บริษัท อัคราฯ กระทำความผิดเกี่ยวกับการทำเหมืองนอกเขตประทานบัตร การปล่อยสารพิษรั่วไหลออกสู่ภายนอก การหลีกเลี่ยงภาษี การถือครองหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) และความผิดฐานฟอกเงิน ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ อย่างไร พร้อมทั้งขอสำเนาหนังสือร้องเรียนดังกล่าว
การเข้าให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช.จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และอำนาจตามความในมาตรา 34(2) ประกอบระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ.2561 ข้อ 33