นายเจษฎา กล่าวชี้แจงกรณีที่ผู้เสียหายบอกว่ารถจากพื้นที่จอดไม่ได้ ว่า อยากให้ไปเปิดแอพพลิชั่นต่างๆ ดูว่า จะมีการปักหมุดอยู่ที่โรงแรมที่เลยไปจากร้านอาหารดังกล่าว ซึ่งไม่ทราบว่าเพราะอะไร และที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการรถจากแอพพลิเคชั่นก็มีจำนวนมาก และเดินไปในจุดดังกล่าว บางคันจอดรับบริเวณที่กลุ่มของตนให้บริการก็มี และไม่ได้มีการไปห้ามไม่ให้รับลูกค้า เพียงแต่บอกว่า บริเวณนี้มีรถให้บริการอยู่ให้ไปรับจุดอื่นได้หรือเปล่า เพราะเราถือเป็นเพื่อนร่วมอาชีพกัน ไม่ได้บังคับว่าจะต้องมาใช้บริการรถของกลุ่มแต่อย่างใด
ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น นายเจษฎา ก็ยอมรับว่า มีอารมณ์ เพราะมีการกล่าววหาว่าตนโกง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ใช้บริการ และเหมือนมีการยั่วยุแต่ฝั่งของตนไม่มีคลิปที่จะไปโต้แย้งว่าเขาทำอย่างไร เพราะจริงๆ แล้วฝ่ายเขามีผู้หญิงถ่ายคลิปตั้งแต่ถามราคารถแล้ว ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนถ่ายต่อ แต่ได้มีการตัดต่อ และพยายามยั่วยุว่าให้เข้ามาต่อยเลย
ส่วนจะเมาหรือไม่นั้นตนไม่ทราบได้ ซึ่งตนทำงานอยู่นั้นตั้งแต่ร้านแห่งนี้เปิดให้บริการใหม่ๆ และเจอลูกค้าทุกประเภท ส่วนใหญ่เมื่อเสนอราคาไปลูกค้าก็จะต่อรองก่อน โดยเฉพาะผู้ได้คิวหลังๆ หากคิวแรงไม่ได้คิวหลังก็รับไป บางคนเมื่อขึ้นนั่งบนรถแล้วถูกใจก็จะมีการให้ทิปด้วย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ใช้บริการ
“เหตุที่ตนโกรธ เพราะเขามากล่าวว่า โกง ซึ่งเงินเขาก็ยังไม่ได้จ่าย รถก็ยังไม่ได้ขึ้น แค่เพียงถามราคา แล้วมากล่าวว่า โกง จึงอยากรู้ว่าโกงตรงไหน จึงได้เดินเข้าไปถามและอยากได้คำตอบว่า อะไรที่ทำให้เขาคิดว่าตนโกง ซึ่งคาใจมากกับคำนั้น เพราะการซื้อขายสินค้าแม้แต่ราคาปลาในตลาดสด ยังมีการต่อรองราคา ซึ่งคุยกันได้ บางครั้งให้ 200 บาท ตนก็ไปหากถูกใจ บางคนไปส่งฟรีก็มี เพราะสงสารลูกค้ากินเหล้าจนเงินหมด เช้าต่อมาลูกค้าจึงเอาเงินมาจ่ายให้ ทั้งหมดอยู่ที่ความพึงพอใจ” นายเจษฎา กล่าวและว่า คงไม่มีการแจ้งความกลับ อยากให้ปัญหาจบและไม่มีอะไรที่จะฝากถึงคู่กรณี
ภาพ/ข่าว : สาลินี ปราบ จ.ภูเก็ต