คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบแนวทางพิจารณาเตรียมพร้อมให้โรคโควิด 19 เป็นโรคประจำถิ่น หากสถานการณ์เหมาะสมและเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด คือ เกณฑ์ป่วยน้อยกว่า 1 หมื่นรายต่อวัน นอน รพ.ไม่เกิน 10% เสียชีวิตต่ำไม่เกิน 1%

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

     วันนี้ (27 ม.ค.) ที่ กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 12/2564 โดยมี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมการประชุม

 

     นพ.เกียรติภูมิ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 รายใหม่ คงที่เฉลี่ยวันละ 7,000 - 9,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์โอมิครอน ความรุนแรงของโรคน้อยกว่าสายพันธุ์เดลต้า ทำให้มีผู้ป่วยหนักต้องใส่ท่อช่วยหายใจและเสียชีวิตลดลง ซึ่งมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ยังสามารถควบคุมป้องกันโรคได้ดี ในวันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติจึงได้หารือ ใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เห็นชอบแนวทางการพิจารณาให้โรคโควิด 19 เป็นโรคประจำถิ่น (endemic disease)

 

     โดยมีหลักเกณฑ์และค่าเป้าหมาย เช่น ผู้ป่วยรายใหม่ไม่เกิน 10,000 ราย/วัน อัตราป่วยตาย น้อยกว่าร้อยละ 0.1 การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล น้อยกว่าร้อยละ 10 และประชาชนมีภูมิต้านทานเพียงพอ กลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรงได้วัคซีนอย่างน้อย 2 โดส มากกว่าร้อยละ 80 เป็นต้น ซึ่งหากสถานการณ์เหมาะสมและเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด กระทรวงสาธารณสุขจะมีการประกาศแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

 

คกก.โรคติดต่อฯ เตรียมให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นหลังเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด

     2.เห็นชอบหลักการและแนวทางการดำเนินงานคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ เพื่อให้บริการวัคซีนสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป เพื่อให้บริการวัคซีนโควิด และวัคซีนในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่มีความจำเป็น 

     

     ส่วนความก้าวหน้าในการให้บริการวัคซีนและการออกหนังสือรับรองขณะนี้ มีความก้าวหน้าไปมาก ส่วนการระบาดสายพันธุ์โอมิครอน โดยขณะนี้พบว่าผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนทั้งหมด 

 

     สำหรับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์สำหรับเด็กมีทั้งการฉีด school-based hospital-based ขณะนี้ได้รับแจ้งจากกระทรวงศึกษาธิการว่าผู้ปกครองให้ความยินยอมในการฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีประมาณ 70% คาดว่าการฉีดวัคซีนในเด็กจะสามารถสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในเด็กได้

 

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
 

     ด้านนายแพทย์โอภาส ระบุถึง ผู้ที่ต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นจะฉีดให้ตามสูตรที่กำหนด เพื่อให้บริหารจัดการวัคซีนที่มีอยู่ได้ถูกต้อง ยืนยันว่าวัคซีนที่รัฐบาลจัดหามาเป็นวัคซีนที่ดี รวมทั้งได้เตรียมวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าไว้ 60 ล้านโดส และไฟเซอร์ อีก 30 ล้านโดส สำหรับเป็นวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 และ 4 โดยในเดือนกุมภาพันธ์ จะเน้นการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และเข็มกระตุ้นมากขึ้น ส่วนเข็มที่ 4 จะฉีดให้กับผู้ที่มีความเสี่ยงมาก เช่น บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่มีความจำเป็น จึงขอความร่วมมือช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นให้มากที่สุด 

 

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค
 

logo-pwa

เพิ่ม NationTV

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด