นอกจากนี้ ทริสเรทติ้ง ยังมีการประกาศเครดิตพินิจ (CreditAlert) ให้แก่ผู้ออกตราสารหนี้ จำนวน 5 ราย โดยเป็นเครดิตพินิจแนวโน้ม “ลบ” (Negative) จำนวน 4 รายและแนวโน้ม “ยังไม่ชัดเจน” (Developing) จำนวน 1 ราย ในการนี้ เครดิตพินิจส่วนใหญ่ได้รับการพิจารณา เปลี่ยนแปลงในระหว่างปี ยกเว้นผู้ออกตราสารเพียง 1 รายเท่านั้นที่ได้รับการปรับลดอันดับ เครดิตและยังคงได้รับการประกาศเครดิตพินิจแนวโน้ม “ลบ” (Negative) อยู่จนถึงสิ้นปี 2564 อัตราการผิดนัดชำระหนี้สะสม 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี ในช่วงระหว่างปี 2537-2564 ปรับลดลงเล็กน้อย โดยมาอยู่ที่ระดับ 0.912% 1.962% และ 2.860% จากระดับ 1.005% 2.172% และ3.181% ในช่วงระหว่างปี 2537-2563 ตามลำดับ
ตลาดตราสารหนี้ไทยในปี 2564 เริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) โดยตราสารหนี้ใหม่ที่ออกและจดทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai Bond Market Association – ThaiBMA) ในปี 2564 เพิ่มขึ้น 54.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.02 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้มีตราสารหนี้ที่ไม่มีอันดับเครดิตคิดเป็นสัดส่วน 20.3% ของตราสารที่ออกทั้งหมดในปี2564 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 18.6% ในปี 2563
ทั้งนี้ ผู้ออกตราสารในอุตสาหกรรมทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่
- อุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
- สถาบันการเงิน
- เกษตรและอาหาร
- สื่อสาร
- รวมถึงค้าปลีก
มีการออกตราสารหนี้รวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 64.2% ของมูลค่าหุ้นกู้ทั้งหมดที่ออกในปี 2564 มูลค่าของตราสารหนี้ระยะยาวคงค้างในภาคเอกชน ณ สิ้นปี 2564 เพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นที่จำนวน 3.63 ล้านล้านบาท ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของตราสารหนี้ที่ไม่มีอันดับเครดิตเมื่อเทียบกับตราสารหนี้คงค้างรวมก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับประมาณ 15.6% จากระดับ 15.1% ในปี 2563
ที่มา ทริสเรทติ้ง รายละเอียด คลิกที่นี่