นางสาวเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) กล่าวว่า การเล่นเป็นพื้นฐานสำคัญในชีวิตของเด็ก แต่กลับพบว่าปัจจัยแวดล้อมทำให้เด็กขาดการเล่นอิสระ ไม่ได้คิดหรือออกแบบวิธีการเล่นเอง เพราะผู้ปกครองยังเชื่อว่าการเล่นของเด็กต้องถูกตั้งกติกาจากครอบครัว
ทั้งที่ในความเป็นจริงการปล่อยให้เด็กมีเสรีภาพในการเล่นอิสระจะทำให้เด็กกล้าเผชิญปัญหาต่างๆ ในระยะยาว เมื่อต้องอยู่ในเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น
1.ได้รับการกดดันจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวในสังคม
2.เกิดความขัดแย้งกับผู้คนหรือความคิดของตัวเอง
3.ต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในโลกผันผวน
ประโยชน์ของการเล่นอิสระ หรือการเล่นที่เข้าถึงธรรมชาติ (Loose Tart) นอกจากจะทำให้เด็กจัดการปัญหา มีจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ยังช่วยทำให้เด็กมีนวัตกรรมการหาทางออกในชีวิตเชิงบวกรูปแบบใหม่ ไม่วิ่งหนีปัญหา หรือใช้วิธีเชิงลบ ซึ่งในทศวรรษที่ 21 โลกต้องการคนที่มีทักษะนี้
“การเล่นอิสระเกิดขึ้นได้ด้วยการรวมพลังของคนในระดับชุมชน เริ่มจากการรวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ จัดทำพื้นที่เรียนรู้ผ่านการเล่นหรือตั้งทีมอาสาสมัครให้ความรู้กับผู้ปกครองว่า การปล่อยให้เด็กเล่นจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการและกระตุ้นการเรียนรู้ให้เด็กได้
ส่วนหน่วยงานท้องถิ่นสามารถนำองค์ความรู้เรื่องการเล่นอิสระไปส่งต่อถึงคนในชุมชนให้เห็นคุณค่าของเรื่องนี้ได้เช่นกัน และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่เด็กต้องเรียนออนไลน์แนะนำให้โรงเรียนต่างๆ มีนโยบายให้เด็กได้เล่นอิสระวันละ 30 นาที เพียงเท่านี้ก็จะช่วยฟื้นฟูเด็กๆ ให้มีพัฒนาการสมวัยได้ในระยะยาว” นางสาวเข็มพร กล่าว
นางสาวเมริษา ยอดมณฑป นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัว เจ้าของแฟนเพจเฟซบุ๊ก ‘ตามใจนักจิตวิทยา’ กล่าวว่า
"การเล่นคือส่วนหนึ่งในชีวิตของเด็กปฐมวัยและเป็นหลักฐานการเติบโตทางสมองที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ในมิติต่างๆ ตามหลักพัฒนาการเด็กสามารถเล่นได้วันละ 1- 3 ชั่วโมง"
โดยผู้ปกครองอาจแบ่งเวลาให้เล่นเป็น 3 ช่วง คือ เช้า กลางวัน และเย็น ซึ่งการเคลื่อนไหวร่างกายมีความสำคัญมากในการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ ยิ่งเด็กได้ใช้ระบบประสาทสัมผัสกับสิ่งต่างๆ มากเท่าไหร่ยิ่งผลดี และสิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องจัด “พื้นที่เล่น” และ “เวลา” ให้เด็กได้เล่น แต่ต้องไม่ปล่อยให้การเล่นส่งผลกระทบเชิงลบกับตัวเด็กและผู้อื่น
โดยอาจทำข้อตกลง 3 ข้อ คือ
1.ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนและบาดเจ็บ
2.ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและบาดเจ็บ
3.ไม่ทำข้าวของเสียหายและเรียนรู้วิธีเก็บ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เด็กได้เล่นอิสระควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว
“ความอัศจรรย์ของเด็กคือเขาคิดว่าทุกอย่างสามารถเป็นของเล่นสำหรับเขาได้ สิ่งนี้สะท้อนถึงจินตนาการส่งผลที่ดีต่อพัฒนาการด้านต่างๆ และทำให้เด็กรู้จักตัวเอง ขณะที่การเล่นกับธรรมชาติ เช่น ดิน ทราย สนามหญ้า มีคุณค่ามหาศาลในการสร้างสมาธิและอารมณ์ด้านต่างๆ ได้"
"อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวของกับการดูแลเด็กมองปัญหาการเล่นว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ด้วยการออกแบบให้พ่อแม่สามารถอยู่กับลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเด็กคือคนที่จะเติบโตไปเป็นอนาคตของชาติ” นางสาวเมริษา กล่าว
ด้านนางณฐิณี เจียรกุล อาจารย์สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวทางสำคัญของการเล่นที่ดีที่สุดคือการที่เด็กได้เล่นกับคนในครอบครัว เพราะจะช่วยดึงศักยภาพของเด็กที่มีอยู่ในตัวเองระหว่างเล่นได้อย่างมีคุณภาพ ขณะที่ผู้ปกครองสามารถสังเกตพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กว่าเติบโตสมวัยด้วยได้หรือไม่ ขณะที่พื้นฐานการเล่นของเด็กแบ่งเป็น 3 อย่าง ดังนี้
1.เล่นคนเดียว คือ เด็กจะเล่นหรือจดจ่ออยู่กับสิ่งที่สนใจเพียงลำพัง
2.เล่นคู่ขนาน คือ เด็กจะเล่นอยู่ข้างๆ กับเพื่อนที่เป็นเด็กด้วยกัน แต่ยังไม่มีปฏิสัมพันธ์ในการเล่นร่วมกัน
3.เล่นร่วมกัน คือ เด็กจะมีปฏิสัมพันธ์ในการเล่นกับผู้อื่นทั้ง ผู้ปกครอง เพื่อน หรือคนรู้จัก
โดยรูปแบบการเล่นเหล่านี้จะเปลี่ยนไปตามช่วงวัยของเด็กแต่ละช่วงอายุ ซึ่งผู้ปกครองสามารถนำไปประเมินพัฒนาการของเด็กได้ว่าช้าหรือเติบโตตามวัยหรือไม่
“การเปิดให้เด็กเล่นอิสระ คิดค้นวิธีการเล่นด้วยตัวเอง คือโอกาสแห่งการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ในชีวิตของเขา เพราะเป็นโอกาสทองในการพัฒนาทักษะ อยากย้ำทุกครอบครัวว่าการเล่นอิสระเป็นกำไรในชีวิตเด็ก เพราะระหว่างเล่นเด็กจะเปิดเผยความสนใจของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการต่อยอดการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของเขาได้ในอนาคต” นางณฐิณี กล่าว