4. แล้วเด็กๆ ล่ะครับ เด็กๆควรต้องฉีดวัคซีนหรือไม่
เด็กๆ ควรต้องฉีด หลังจากที่โอมิครอนระบาดหนัก เราพบว่า เด็กเล็กที่ไม่ได้รับวัคซีน มีการติดเชื้อสูงขึ้นจนน่าตกใจ
แม้จะไม่มีอาการรุนแรงมากแต่ก็ไม่ควรเสี่ยงครับ เพราะเมื่อติดโควิดแล้วอาจจะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้อีกมากมาย
ในช่วงแรกของการระบาด ผู้เชี่ยวชาญไม่แนะนำให้เด็กฉีด เนื่องจากข้อมูลยังไม่มากพอ
แต่ถึงวันนี้ มีข้อมูลเพียงพอแล้วที่จะบอกว่า การฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็ก มีประโยชน์คุ้มค่ามากกว่าปล่อยให้เด็กติดเชื้อ
เมื่อฉีดแล้ว เด็กๆ ก็สามารถกลับไปโรงเรียนได้โดยผู้ปกครองสบายใจมากขึ้น ตัวของเด็กๆเองก็ปลอดภัยมากกว่าไม่ได้ฉีด
อ้างอิง : https://www.cdc.gov/.../recommendations/children-teens.html
5. ถ้าเด็กๆ ต้องฉีดวัคซีน ควรต้องฉีดวัคซีนอะไร
วัคซีนที่เหมาะสำหรับเด็กๆ และได้รับการรับรองในระดับสากลแล้วคือ วัคซีนไฟเซอร์
- สามารถฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
- ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ ก็คล้ายๆ ผู้ใหญ่คือเจ็บบริเวณที่ฉีด, อาจมีไข้ มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว
- ผลข้างเคียงรุนแรงพบน้อยมาก
- ผลข้างเคียงระยะยาวห้าปี สิบปี ไม่มีใครบอกได้จริงๆ เนื่องจากวัคซีนสำหรับโควิดเพิ่งออกมาใช้ได้ประมาณ 2 ปีเท่านั้น
ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการและอาหารได้ขึ้นทะเบียนวัคซีนในกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี เรียบร้อยแล้วครับ
วัคซีนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนคือ ไฟเซอร์
การฉีดวัคซีนนี้ไม่ใช่ข้อบังคับ แต่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเด็กและผู้ปกครองครับ และคาดว่าจะเริ่มฉีดได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป
6. ในเมื่อโอมิครอนไม่รุนแรง งั้นปล่อยให้ติดๆไปเลยดีไหม เบื่อมาก ไม่อยากระวังตัวแล้ว
ไม่แนะนำให้ปล่อยตัวเองให้ติดเชื้อครับ ที่ไม่แนะนำเพราะว่า
- ที่ว่าสายพันธุ์โอมิครอนไม่รุนแรงมาก...นั่นก็จริงอยู่
แต่ว่าโควิดไม่ใช่หวัด ยังไงก็ทำให้เกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าหวัด
และวันสองวันมานี้ก็มีผู้ติดเชื้อโอมิครอนเสียชีวิตแล้วด้วย
ฉะนั้น อย่าประมาทโอมิครอนเกินไปฮะ
- และการติดเชื้อโควิด ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเรามากในทุกๆระบบ ระยะยาวอาจมีผลต่อการดำเนินชีวิตอยู่ดี เช่น
เป็นนักวิ่งเทรล เคยวิ่งได้ทีละ 10-20กิโล ถ้าเกิดติดโควิดเข้าไป สมรรถภาพของปอดอาจไม่เหมือนเดิม วิ่งได้น้อยลง เหนื่อยง่ายขึ้น เป็นต้น ดังนั้น อย่าเสี่ยงเลยครับ
- โควิด คือ ไวรัสสายพันธุ์โคโรนา มีความสำคัญคือ ติดแล้วก็ติดได้อีก ไม่ใช่เป็นแล้วจะไม่เป็นอีกนะครับ เหมือนกับเวลาเราเป็นหวัด หายแล้ว ก็ยังสามารถติดหวัดได้อีก เป็นต้น
7. คนที่ติดเชื้อ ตรวจแล้วพบว่า ATK เป็นบวก จะทำยังไงดี
- ขั้นแรกเลยคือทบทวนว่าเราไปไหนมาบ้าง พบกับใครบ้าง แล้วแจ้งให้ทุกคนที่ใกล้ชิดได้ทราบและสังเกตอาการตัวเอง
- จากนั้น ไปตรวจ RT PCR เพื่อยืนยันอีกครั้ง
- ตอนนี้นัดตรวจ RT PCR ค่อนข้างยากครับ คิวยาว แถมโรงพยาบาลกับ Hospitel เริ่มเต็ม
- แนะนำว่าระหว่างรอตรวจก็ดูแลตัวเองเบื้องต้นไปก่อนด้วยการ แยกตัวเองออกจากผู้อื่น, รักษาตัวตามอาการ มีไข้กินยาลดไข้ ไอก็กินยาแก้ไอ เป็นต้น
- ฟ้าทะลายโจรยังเป็นยาที่ดีและช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ดีมาก
ถ้า ATK ผลบวก แนะนำให้รับประทานฟ้าทะลายโจรไปเลย ให้ได้ปริมาณ Andrographolide วันละ 180 มก.
สามารถดูที่ฉลากข้างขวดได้นะครับว่าฟ้าทะลายโจรยี่ห้อที่เราซื้อไปนั้นมีสารนี้อยู่แคปซูลละเท่าไร ยกตัวอย่าง เช่น ยี่ห้ออ้วยอันมีสารแอนโดรกราโฟไลด์ เม็ดละ 20 มก.
แปลว่าเราต้องกินวันละ 9 เม็ด
ให้แบ่งกินมื้อละสามเม็ด สามมื้อเช้ากลางวันและเย็น เป็นต้น
ระยะเวลารับประทานยาแค่ 5 วัน ครบห้าวันแล้วต้องหยุด
และถ้าหากอาการแย่ลง เช่น ไอมาก แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย ไข้สูง แบบนี้ให้รีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุดครับ
- ถ้าอาการเป็นไม่มาก แนะนำให้โทร1330 เพื่อลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยกลุ่ม Home isolation เพื่อกักตัวที่บ้าน หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะมีทีมงานโทรศัพท์เพื่อให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว รวมถึงส่งยาต้านไวรัสให้ครับ
8. ยาต้านไวรัสปัจจุบัน ยังใช้ฟาวิพิราเวียร์เป็นยาหลักอยู่
ยากลุ่มโมโนโคลนอล เช่น โมลนูพิราเวียร์ก็ยังมีใช้ในสถานพยาบาลใหญ่ๆ และกรณีที่หลายคนกังวลว่าไวรัสจะมีการดื้อยาหรือเปล่า ตอนนี้มียากลุ่มใหม่ได้รับการรับรองให้ใช้ในผู้ป่วยโควิด 19 ออกมาอีกสองชนิดได้แก่
- บาริซิทินิบ (Baricitinib) เป็นยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์ Janus Kinase ใช้สำหรับผู้ป่วยโควิดที่มีอาการรุนแรงมากๆ
- โซโตรวิแมบ (Sotrovimab) เป็นยากลุ่มโมโนโคลนอล ใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อที่อาการเล็กน้อยหรือปานกลางครับ
9. มันจะจบไหม จะจบลงเมื่อไร โอมิครอนใช่คำตอบหรือเปล่า
มันจะจบ แต่ช้าหรือเร็วอยู่ที่พวกเราทุกคน ไม่ได้อยู่ที่โอมิครอน เมื่อไวรัสยังกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา หมดจากโอมิครอนก็อาจจะมีกลายพันธุ์ตัวใหม่มาแทน
ยังไม่นับว่าสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อาจเกิดการระบาดของไวรัสอื่นๆ หรือโรคอื่นๆ มาอีกเรื่อยๆ ในอนาคต
ดังนั้น ถ้าอยากให้มันจบไว ก็เริ่มที่ตัวเราครับ จัดการตัวเราให้ดี อย่าให้ตัวเราป่วย นั่นละจะช่วยได้ ผมแนะนำว่า
- ทุกคนยังคงต้องรักษามาตรการทางสาธารณสุขอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าเราจะฉีดวัคซีนไปแล้วก็ต้องระวังตัวต่อ เพราะวัคซีนกันตาย ไม่ได้กันติด ท่องเอาไว้
- บริหารจัดการความเครียด การเงิน และการงานให้ดี ช่วงนี้เป็นช่วงยากลำบาก เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของตัวเรา และโลกใบนี้
ความเดือดร้อนไม่ใช่เกิดเฉพาะตัวเรา แต่เป็นทั้งโลก เป็นกันทุกคน จะมากจะน้อยก็โดนกันถ้วนหน้า การก่นด่า การสาดความโกรธ พ่นความหงุดหงิดไปทั่ว ผมมองว่ามันไม่ช่วยอะไรจริงๆหรอก เรามาใช้สติกัน เก็บพลังเอาไว้ทำอย่างอื่นดีกว่านะครับ