มีความเคลื่อนไหวจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ในกรณีการเตรียมเก็บภาษีการขายหุ้นใน รวมถึงการการเก็บภาษีจากกำไรการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอเรนซี ล่าสุดในเว็บไซต์ Change.org ได้มีการสร้างแคมเปญออกมาคัดค้าน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ในเว็บไซต์ www.Change.org ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดแคมเปญรณรงค์ในสังคมในประเด็นต่างๆ ได้มีผู้ใช้นามว่า “หรรษธร ศรีสุข” ได้สร้างแคมเปญ ล่ารายชื่อเพื่อแสดงพลัง "คัดค้านการเก็บภาษีการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย"  และกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "ผู้ห่วงใยเศรษฐกิจ"  ได้สร้างแคมเปญรณรงค์ “คัดค้านการเก็บภาษีการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย”

 

ล่าสุดมีผู้มาร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก และร่วมลงชื่อกว่า 3,000 รายแล้ว

 

โดยเนื้อหาของแคมเปญ "ยกเลิกการเก็บภาษีคริปโทเคอร์เรนซี" มีเนื้อหาที่ระบุเหตุผลว่า

การเก็บภาษีคริปโทเคอร์เรนซีดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล แต่ความจริงอาจสร้างความสูญเสียต่อประเทศชาติอย่างมหาศาลโดยไม่อาจตีค่าเป็นตัวเงินได้เลย

 

 

ล่ารายชื่อ "คัดค้านการเก็บภาษีคริปโทฯ"

 

 

ทำไมการเก็บภาษีคริปโทเคอร์เรนซีถึงสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ?

 

1. นักลงทุนในประเทศย้ายไปซื้อ-ขายคริปโตในต่างประเทศแทนเพื่อหลบเลี่ยงภาษี ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ เพราะมีโอกาสที่นักลงทุนจะถือสกุลเงินอื่น เช่น USD EUR GBP แทนเงินบาท หรือต้องแลกเป็นสกุลเงินอื่นก่อน ก่อนจะแลกกลับเป็นเงินบาท เพื่อไม่ให้เสียภาษี

 

2. ตัดโอกาส Exchange ในประเทศในการแข่งขันกับ Exchange ต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

 

3. นักลงทุนต่างชาติที่สนใจธุรกิจเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีไม่อยากเข้ามาทำลงทุนในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 

4. เมื่อนักลงทุนในประเทศไม่อยากลงทุนในประเทศ จึงสร้างอุปสรรคให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ในไทยที่อยากทำคริปโทเคอร์เรนซี ขาดโอกาสในการทำตลาดในประเทศก่อนจะไปสู่ระดับโลก

 

5. รัฐบาลได้ภาษีน้อยลง จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซีจากปัญหาในข้อก่อนหน้านี้

 

 

ล่ารายชื่อ "คัดค้านการเก็บภาษีคริปโทฯ"

ล่ารายชื่อ "คัดค้านการเก็บภาษีคริปโทฯ"

 

 

 

สำหรับเนื้อหาของแคมเปญ "คัดค้านการเก็บภาษีการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย" มีเนื้อหาที่ระบุเหตุผลว่า

 

การประกาศจากอธิบดีสรรพากรว่า กระทรวงการคลัง มีนโยบายให้จัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในอัตรา 0.1% ของมูลค่าการขาย โดยไม่สนใจว่าการขายนั้น ผู้ขายจะขาดทุนหรือกำไรจากการขาย และนโยบายการเก็บภาษีการขายนี้

 

สุดท้ายไม่เพียงเป็นการทำลายตลาดหุ้นของประเทศเท่านั้น แต่ยังจะทำลายเศรษฐกิจของประเทศระดับมหภาคในระยะยาวและถ้าตัดสินใจใช้ไปแล้ว แม้ว่าจะพบว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ก็จะเป็นการยากที่จะนำทุกอย่างให้กลับมาสู่สภาพเดิมได้ เพราะนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศอาจย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่นหมดแล้วนั้น

 

จึงขอเรียกร้องให้ทุกท่านร่วมแสดงพลังช่วยกันลงชื่อคัดค้านนโยบายการเก็บภาษีการขายหุ้น และให้รัฐพิจารณาที่จะจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นในรูปแบบอื่น ที่สร้างความเป็นธรรมหรือลดช่องว่างของการกระจายรายได้ได้จริง โดยไม่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างภาษีการขายนี้

 

 

 

ทั้งนี้ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าสัดส่วนนักลงทุนที่ทำการซื้อขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือตลาดหุ้นเป็นนักลงต่างประเทศประมาณ 40 % ซึ่งรวมกลุ่มที่ซื้อขายหุ้นโดยใช้ AI ซื้อและขายในระยะเวลาสั้นๆถึง 30% ของปริมาณการซื้อขายรวม กลุ่มใหญ่อีกกลุ่มคือนักลงทุนไทยประมาณ 40% ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นนักลงทุนที่มีลักษณะเก็งกำไร ซื้อแล้วขายในระยะสั้นๆ เช่นกัน ที่เหลือคือสถาบันในประเทศประมาณ 10% พอร์ตลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์เองอีกประมาณ 10%

 

ถ้าต้นทุนในการขายสูงขึ้นจากการเก็บภาษีการขาย 0.1% ของมูลค่าขาย นักลุงทุนทั้งต่างประเทศและไทยที่มีพฤติกรรมการซื้อขายในระยะสั้นๆ คงหายไปจากตลาดหุ้น จากต้นทุนการซื้อขายที่สูงขึ้น จนไม่สามารถซื้อและขายเก็งกำไรในระยะสั้นๆได้ ปริมาณการซื้อขายรวมของตลาดก็น่าจะลดลงไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของที่เคยมี

 

 

ล่ารายชื่อ "คัดค้านการเก็บภาษีคริปโทฯ"

 

 

และเมื่อปริมาณการซื้อขายรวมลดลง ก็จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ลดปริมาณการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนกลุ่มอื่นๆตามมาอีกทอดหนึ่ง เพราะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะน้อยลงและที่สำคัญสภาพคล่องที่เป็นหัวใจสำคัญของตลาดหุ้นและเป็นข้อได้เปรียบของตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศอื่นๆในภูมิภาคในปัจจุบัน ได้ถูกทำลายไปจากการใช้นโยบายการเก็บภาษีนี้

 

จนท้ายที่สุด อาจจะได้เห็นปริมาณการซื้อขายรวมเหลือเพียงแค่ 20,000 ถึง30,000 ล้านต่อวัน ดังนั้นรายได้ที่ภาครัฐคาดว่าจะจัดเก็บได้ปีละเป็นหมื่นล้านจากภาษีการขาย ยังไม่นับรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่จะลดลงไปด้วย จึงอาจเป็นรายได้ในจินตนาการเท่านั้น

 

 

 

ล่ารายชื่อ "คัดค้านการเก็บภาษีคริปโทฯ"

 

 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะกระทบเป็นลูกโซ่ต่อมาก็คือ การระดมทุนของบริษัททั้งที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯหรือการเพิ่มทุนเพื่อขยายธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนอยู่แล้ว ก็จะขาดประสิทธิภาพ เพราะปริมาณการซื้อขายที่เบาบางของตลาดจะทำให้นักลงทุนไม่ว่าชาติไหนก็ตาม ขาดความมั่นใจที่จะเข้าซื้อขายหุ้น เนื่องจากถ้าสถาพคล่องของตลาดไม่ดีพอ เวลาต้องการขายเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนโดยเฉพาะเวลาเกิดภาวะวิกฤติ ก็จะไม่สามารถทำได้โดยง่าย เสี่ยงต่อความเสียหายต่อเงินลงทุนของตัวเอง

 

สุดท้ายทุกภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่หวังจะใช้เงินต้นทุนต่ำโดยการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นเพื่อขยายธุรกิจ ก็ไม่สามารถจะทำได้โดยง่ายเช่นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในระดับประเทศ ซึ่งยังไม่นับรวมความเสียหายที่จะเกิดกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายหุ้นต้องประสบกับภาวะขาดทุนจากการสูญเสียรายได้ที่เคยได้รับเพราะการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนที่ลดลง จนอาจต้องปิดกิจการ ส่งผลให้มีการเลิกจ้างพนักงาน กระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนเหล่านี้และครอบครัวอีกทอดหนึ่ง

 

 

ล่ารายชื่อ "คัดค้านการเก็บภาษีคริปโทฯ"