สำหรับประเทศไทยเอง ในการประชุม COP26 รัฐบาลได้ตอกย้ำว่าจะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 และ Net Zero Greenhouse Gas Emission ภายในปี ค.ศ. 2065 พร้อมทั้งได้เตรียมแสดงศักยภาพด้าน BCG (Bio-Circular-Green Economy) และจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ชาวโลกได้เห็นในช่วงเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC ในปีหน้าด้วย
ความตื่นตัวในเรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่ในระดับประเทศเท่านั้น แต่ในภาคธุรกิจ บริษัทชั้นนำทั่วโลกต่างก็ยึดแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน หรือ ESG (Environmental, Social, Governance) เป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจ รวมถึงการออกไปลงทุนในต่างประเทศ จึงเป็นเหตุว่า ที่ผ่านมาบริษัทใหญ่จำนวนมากเลือกแหล่งลงทุนโดยพิจารณาจากประเทศที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนป้อนให้ธุรกิจของตัวเองได้ หลายบริษัทตั้งเป้าหมายถึงขนาดที่ว่าในสถานประกอบการ จะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) 100% หรือ RE 100
ประเทศที่มีความพร้อมด้านพลังงานสะอาดมีอยู่ไม่มาก และประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น ขณะที่หลายประเทศยังใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลัก แต่ไทยมีขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพื่อป้อนภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือขยะชุมชน เพราะเรามีวัตถุดิบ มีเทคโนโลยี มีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ และมีการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยตั้งแต่ปี 2560 จนถึงเดือนกันยายน 2564 มีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอ 1,169 โครงการ เงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท
จากนี้ไป “พลังงานสะอาด” จะกลายเป็นจุดขายสำคัญที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศไทย อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยอีกจำนวนมากด้วย
ขอขอบคุณที่มา : กรุงเทพธุรกิจ