ด้าน นพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมาย ภายในเดือนมกราคม พ.ศ.2565 ทาง DSI จะพิจารณายกระดับให้คดีอุ้มบุญเป็นคดีพิเศษ โดยจะมีการนำกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎหมายคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ กฎหมายป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมอาชญากรรมข้ามชาติ และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาดำเนินการกับผู้กระทำผิด ซึ่งการที่ 2 หน่วยงาน ตั้งเป้าในการบูรณาการความร่วมมือกัน จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเข้มข้น เกิดการป้องปราม และสามารถนำตัวผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
ทั้งนี้ อธิบดีทั้ง 2 ท่านให้ข้อมูลในเบื้องต้นว่า กรม สบส.และ DSI ได้มีการวางแผนการดำเนินการร่วมกันในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 อยู่ 4 ประเด็น ได้แก่
- การลงนามหนังสือบันทึกข้อตกลงระหว่างองค์กร (Memorandum Of Understanding :MOU) ร่วมกัน เพื่อการดำเนินงานในลักษณะคู่ขนานอย่างยั่งยืน
- การจัดทีมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
- การจัดอบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน และ
- การยกร่างกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ปัญหาในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองประชาชนต่อไป โดยคาดว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ปัญหาและเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบอุ้มบุญภายในประเทศจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวก็อาจจะไม่สามารถขจัดปัญหาการลักลอบอุ้มบุญให้หมดไป จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญ ทั้งการรับจ้างตั้งครรภ์ การโฆษณาชักชวน หรือเป็นนายหน้าให้มีการตั้งครรภ์แทน ขอให้แจ้งที่สายด่วนกรม สบส. 1426 เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป