- 10-15 ธ.ค. 2563 ชาวบ้านจะนะและครื่อข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เดินทางจาก จ.สงขลา มาปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้นายกฯ หยุดโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ก่อนเดินหน้าโครงการเพื่อให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจต่อโครงการพัฒนาในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคใต้
- 14 ธ.ค. 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ในขณะนั้น เดินทางมาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมโดยกล่าวว่าเขาได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้มาสอบถามข้อมูลจากผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ พร้อมกับบอกว่าจะให้ชะลอโครงการไปก่อน หลังจากนัน ร.อ. ธรรมนัสไต้ทำบันทึกข้อตกลง "ผลการเจรจาการแก้ไขปัญหาระหว่างกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่นกับผู้แทนรัฐบาล" มีใจความสำคัญคือ
- ยอมรับข้อเสนอของเครือข่ายฯ ที่ให้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของ ศอ.บต. และติดตามการแก้ไขปัญหาโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตอำเภอจะนะ ให้ยุติการดำเนินการใด ๆ ในโครงการนี้เอาไว้ก่อน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผังเมืองและการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของโครงการอุตสาหกรรมของบริษัทเอกชน
- รัฐบาลต้องจัดให้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ของโครงการ
แต่ปัญหาว่าด้วยเรื่องของชาวบ้านที่มีความคิดแตกต่างกันกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติโครงการที่ขับเคลื่อน และหลังจากนี้เรื่องของจะนะกลายเป็นเรื่องของการเมืองและเป็นการเมืองที่รุมกินโต๊ะ
คณะก้าวหน้าลงพื้นที่ต่อเนื่องและออกมากดดันว่าด้วยเรื่องของการจับกุมชาวบ้าน ก่อนหน้านี้คุณธนาธรได้ลงพื้นที่ไปดูผลกระทบ และตอนนี้ไทยสร้างไทยก็ออกมาคัดค้านโครงการนี้ด้วย แต่ผู้กองธรรมนัสก็ได้ออกมาพูดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับตนเอง
เรื่องราวของจะนะเคยมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาว่าด้วยเรื่องของการสร้างนิคมอุตสาหกรรม ไปเอื้อให้กับกลุ่มทุน และนักการเมืองซึ่งก็คือคุณนิพนธ์ หลังจากที่มีการสลายการชุมนุมผู้กองธรรมนัสได้มีการโพสต์เฟซบุ๊ก
“จบการกิจหลังจากที่ผมพ้นจากการเป็นตำแหน่ง รมช. เกษตรฯ ผมไม่สามารถสานงานต่อเรื่องปัญหาของพี่น้องประชาชนในหลายๆ เรื่องรวมถึงปัญหาของพี่น้องชาวจะนะ ซึ่งคงไม่มีใครรู้และเข้าใจถึงแก่นแท้ของปัญหา ยกเว้นผู้ที่มีส่วนได้เสียกับโครงการนี้ ผมได้รับการประสานจากเพื่อนๆ สส. หลายท่านให้เข้ามาช่วยเหลือพี่น้องชาวจะนะเหมือนเดิม แต่ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผมไม่สามารถไปก้าวล่วงกับคณะทำงานชุดใหม่ของรัฐบาลได้อีก ผมยังเป็นห่วงพี่น้องชาวจะนะ และผมจะใช้ระบบสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องชาวจะนะต่อไปครับ”
คราวนี้คุณนิพนธ์ในฐานะส.ส. ในพื้นที่ อยู่ที่จังหวัดสงขลา เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าไปกว้านซื้อที่เยอะ เพื่อการพัฒนาในเมืองอุตสาหกรรมจะนะ
" โครงสร้างนั้นผมเห็นด้วย ที่เห็นได้ชัดคือจังหวัดชายแดนภาคใต้เราแก้ปัญหาได้แล้ว ทั้งการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน ความไม่ปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ขณะนี้เหลือปัญหาเดียวคือความยากจนของประชาชน ฉะนั้น การทำให้คนในพื้นที่มีงานทำผมถือว่าเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้ศึกษากันมานานกว่า 20 ปี "
นี่เป็นหัวใจสำคัญในการแตกแยกและวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่สามจังหวัดและสามอำเภอ เดิมทีเคยมีข้อตกลงร่วมกันกับแกนนำที่มีการเรียกร้องอยู่ 3 ข้อ
1.ขอให้ยุติการดำเนินโครงการไว้ก่อน
2.เสนอให้ศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA ว่ามีความจำเป็นในการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมหรือไม่ ซึ่งจะเป็นทางออกกับรัฐบาลด้วย
3.ขอให้รายงานเรื่องการตั้งคณะทำงานศึกษา เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้รับทราบ
ตอนนี้ปรากฏการณ์การจับกุมม็อบและเสียงเรียกร้องของชาวบ้านให้ยุติโครงการกลายเป็นประเด็นใหญ่ของความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้าน
ไครียะห์ ระหมันยะ ตัวแทนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ออกมาต่อสู้เรียกร้องในเรื่องนี้
“ สัญญาที่ให้ไว้กับชาวจะนะทำให้รู้สึกเจ็บปวดมาก ที่ถูกหลอกมาเป็นปีๆ เชื่อว่ามีการทำ MOU ไม่ใช่แค่ที่จะนะที่เดียว พวกเราอยากจะให้ กมธ. มีการตรวจสอบอย่างถึงที่สุด ”
รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องฟังเสียงประชาชน ขณะเดียวกันการเมืองที่จะอาศัยความขัดแย้งในการพัฒนากับวิถีชีวิตของประชาชนมาเป็นหลักประกันเพียงเพื่อคะแนนเสียง ต้องพิจารณาให้ดีวิถีชีวิตของชาวจะนะกลายเป็นพื้นที่ที่เป็นเดิมพันของการพัฒนา
เมื่อไหร่ก็ตามที่วิถีชีวิตของผู้คนมีรายได้ที่ดีขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความขัดแย้ง ทางความคิด ความแตกแยกในเรื่องของสภาพพื้นที่และความเชื่อมันจะกลายเป็นทีมบริบทหนึ่งที่ต้องพิจารณาการให้รอบด้าน การจับกูไม่ใช่ทางออกของปัญหาแต่ทางออกคือทำอย่างไรให้คนในพื้นทีกับรัฐบาลมองเห็นภาพเรื่องเดียวกัน
ที่มา เนชั่นอินไซต์ โอ-บากบั่น บุญเลิศ , วี-วีระศักดิ์ พงศ์อักษร