เมื่อมาดูกันว่า ถ้านายกฯต้องยุบสภาก่อนครบวาระ มีแนวโน้มเกิดขึ้นได้ตอนไหน และแบบใดได้บ้าง
1.แก้กฎหมายลูกเสร็จ แล้วยุบ สาเหตุเพราะหลายฝ่ายจะเรียกร้องกันมาก ประกอบกับมารยาททางการเมือง เมื่อกติกาเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพราะ ส.ส.ที่อยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน มีที่มาไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่แก้ไขใหม่แล้ว
ฉะนั้นการยุบสภาหลังแก้กฎหมายลูกเสร็จ ก็ดูสมเหตุสมผล แต่นายกฯอาจจะยังไม่อยากยุบ เพราะกรอบเวลาการจัดทำกฎหมายลูกเสร็จทั้งหมด จะตกอยู่ประมาณกลางปีหน้า หรือราวๆช่วงเดือนพ.ค. ถึงมิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงใกล้จะถึงเดือนส.ค.
ซึ่งนายกฯจะมีปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องตีความว่า ดำรงตำแหน่งมาครบ 8 ปีตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือยัง เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ห้ามนายกฯดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี แม้จะเป็นการดำรงตำแหน่งไม่ติดต่อกันก็ตาม
การยุบสภาช่วงกลางปี โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่าครบ 8 ปีหรือยัง ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นในตัวนายกฯลดต่ำลง เพราะไม่มีใครรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอย่างไร
2.ยุบสภาเพราะเจออุบัติเหตุทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยสิ่งที่เรียกว่าอุบัติเหตุทางการเมือง เช่น ร่างกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ไม่ผ่านการพิจารณาของสภาในวาระที่ 1 โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน หรือรัฐบาลนำพระราชกำหนดเข้าขอความเห็นชอบจากสภา แล้วไม่ได้รับการรับรอง ถูกตีตก แบบนี้รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
3.จงใจให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เพื่อชิงยุบสภา รูปแบบนี้คิดบนฐานความเชื่อที่ว่า ยุบสภาเร็วได้เปรียบ เพราะพรรคใหม่ตายหมด พวกย้ายพรรคก็จะย้ายไม่ทัน หรือย้ายทันก็แบบโกลาหล เพราะต้องสังกัดพรรคให้ครบ 30 วัน มิฉะนั้นจะไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ขณะที่การเลือกตั้งใหม่จากการยุบสภา นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้เลือกตั้งไม่เร็วกว่า 45 วัน แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วัน หรือเลือกตั้งระหว่าง 45-60 วันหลังยุบสภา
นอกจากนั้น แม้แต่พรรคใหญ่ที่ยังไม่พร้อมเรื่องสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ก็จะเจอปัญหาเรื่องการทำไพรมารี่โหวตด้วย ทุกอย่างจะชุลมุนวุ่นวายไปหมด ฝ่ายที่มีอำนาจอยู่แล้ว และเตรียมการไว้ก่อน ก็จะได้เปรียบ