กำลังเป็นประเด็นร้อนว่อนโซเชียล จากกรณีที่มีประชาชนโพสต์ร้องเรียนหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว เกิดอาการ "ผมร่วง" ทางด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ เผย การฉีดวัคซีนอาจกระตุ้นให้ผู้ที่ได้รับบางรายเกิดอาการผมร่วงเป็นหย่อม แต่ต้องรอผลการศึกษามากกว่านี้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

พญ.ชินมนัส เลขวัต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้อธิบายเกี่ยวกับ ภาวะผมร่วงเป็นหย่อม ภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่า อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ยังจำเป็นที่จะต้องรอผลการศึกษามากกว่านี้

 

"ในเรื่องอุบัติการณ์การเกิด หลังจากการฉีดวัคซีน เนื่องจากวัคซีนใช้กระบวนการที่เลียนแบบการสร้างภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อโควิด-19  ดังนั้นอาจมีการกระตุ้นการเกิดภูมิคุ้มกันต้านตนเองและเกิดปฏิกิริยาอักเสบที่บริเวณต่อมผม ทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมได้

 

ปัจจุบันพบรายงานการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อม ที่กลับมาเป็นซ้ำหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความเป็นไปได้ที่โรคผมร่วงเป็นหย่อมจะเกิดขึ้นใหม่ หรือในผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นมากอยู่แล้วจะเกิดมีอาการมากขึ้นหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนคล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว หลังจากมีการติดเชื้อโควิด-19" 

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นน้อยไม่พบว่ามีอาการมากขึ้น  ภายหลังการติดเชื้อโควิด-19  ทั้งนี้ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานการศึกษาผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวมากพอที่จะสรุปผลได้

 

 

แพทย์ผิวหนัง ไขข้อข้องใจ  “ฉีดวัคซีนโควิด-19 ผมร่วง” จริงหรือ?

 

 

ผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากวัคซีนอะไรบ้าง?

โรคผมร่วงเป็นหย่อม อาจเกิดภายหลังการฉีดวัคซีนอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น

  • วัคซีนงูสวัด
  • วัคซีนไวรัส
  • ตับอักเสบบี
  • วัคซีนโรคไข้สมองอักเสบเจอี 

 

สังเกตอาการ-เกิดภาวะอื่นร่วมด้วย

โรคผมร่วงเป็นหย่อม จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคร่วมด้วย เช่น ปัจจัยทางกรรมพันธุ์, ความเครียด, การเจ็บป่วย, โรคภูมิแพ้, โรคไทรอยด์, โรคลูปัส,  ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก, ภาวะการขาดวิตามินดี 

 

 

แพทย์ผิวหนัง ไขข้อข้องใจ  “ฉีดวัคซีนโควิด-19 ผมร่วง” จริงหรือ?

 

การดูแลรักษาหลังฉีดวัคซีน หรือ หลังการติดเชื้อโควิด-19

การรักษาขึ้นกับขนาดพื้นที่ของผมร่วงที่ศีรษะ

ผู้ป่วยที่มีอาการน้อย มีผมร่วงเป็นหย่อมเพียงเล็กน้อย อาการผมร่วงอาจหายได้เอง หรือไปรับการรักษากับแพทย์เฉพาะทาง ด้วยการทายาสเตียรอยด์หรือฉีดยาสเตียรอยด์ที่ศีรษะร่วมกับการทายา    ไมน็อกซิดิล (Topical minoxidil) 2-5% วันละ 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นผมให้ขึ้นใหม่

 

ผู้ป่วยที่มีอาการมาก มีผมร่วงทั่วศีรษะหรือมีขนตามร่างกายร่วงด้วย ควรจะพบแพทย์เพื่อพิจารณาหาวิธีการรักษา เช่น การรักษาด้วยยาทาไดฟีนิลไซโคล, โพรพีโนนหรือ ยาทาดีพีซีพี หรือยาชนิดอื่น ๆ ตามที่แพทย์เฉพาะทางพิจารณา

 

"การรับประทานธาตุเหล็กวิตามิน  เช่น สังกะสี (Zinc), ไบโอติน (Biotin), วิตามินดี (Vitamin D) ยังไม่มีหลักฐานทางการศึกษาชัดเจนว่าจะมีส่วนช่วยรักษาในผู้ป่วยที่ไม่ได้มีภาวะขาดเหล็กหรือวิตามิน"

 

 

แพทย์ผิวหนัง ไขข้อข้องใจ  “ฉีดวัคซีนโควิด-19 ผมร่วง” จริงหรือ?

 

 

ภาวะเครียดผมก็ร่วงได้

ด้าน รศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบมากมายให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพจิตที่ย่ำแย่จากการวิตกกังวลและความเครียดที่มีมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียตามมากับการใช้ชีวิตประจำวันของคนในสังคม

 

โรคผมร่วงเป็นหย่อม เป็นอีกโรคที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด การพักผ่อนน้อย การไม่สบายอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น ภาวะโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองอื่น ๆ อาทิ โรคเอสแอลอี (SLE), โรคไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น

 

โรคผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวของคนไข้มาทำลายรากผม ทำให้ผมหลุดร่วงเป็นหย่อม อาจจะเริ่มจากหย่อมเดียว ( Alopecia areata)  กระจายหลาย ๆ หย่อม (Multiple alopecia areata) ผมร่วงทั้งศีรษะ(Alopecia totalis) หรือมีขนตามร่างกายร่วงทั้งหมด (Alopecia Universalis)

 

สาเหตุของการเกิดโรคเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาว ซึ่งเดิมมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ กลับมาทำลายเซลรากผมของคนไข้เอง

 

 

แพทย์ผิวหนัง ไขข้อข้องใจ  “ฉีดวัคซีนโควิด-19 ผมร่วง” จริงหรือ?

 

 

ผมร่วงเป็นหย่อม เกิดได้ทุกวัย

สามารถเกิดได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โอกาสพบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 ของจำนวนประชากร ซึ่งการวินิจฉัย ตามปกติโรคนี้สามารถวินิจฉัยได้จากอาการแสดงทางคลินิก คือ มีผมร่วงเป็นหย่อม

 

ลักษณะของผมร่วง

เป็นผมร่วงแบบไม่มีแผลเป็น (Non-scarring alopecia) อาจมีหย่อมเดียว หลายหย่อม ทั่วทั้งศีรษะหรือมีขนคิ้ว ขนตา ขนรักแร้ ขนตามตัวต่าง ๆ ร่วงด้วยก็ได้ ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยด้วย โดยการดำเนินโรคส่วนหนึ่งสามารถหายขาดได้ ส่วนหนึ่งจะเป็นเรื้อรังและอีกส่วนหนึ่งจะไม่หายถึงแม้ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว