สำหรับคดีนี้ บริษัทลิสซิ่ง ผู้ให้นางอำไพ (ขอสงวนนามสกุล) เช่าซื้อรถยนต์ ได้ฟ้องผู้เช่าซื้อเนื่องจากไม่ผ่อนชำระตามสัญญา จนศาลมีคำพิพากษาให้จำเลย คือนางอำไพ ผู้เช่าซื้อ ชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่บริษัทลิสซิ่งโจทก์ พร้อมทั้งให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในการยื่นฟ้อง และค่าทนายความให้แก่โจทก์ด้วย หากไม่ชำระจะถูกยึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามคำพิพากษาต่อไป
ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลไม่ได้สั่งให้ยึดวัด แต่ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลย
ปรากฏว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงทำการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อยึดขายทอดตลาดตามคำพิพากษา ซึ่งโจทก์ สืบพบที่ดิน น.ส.3 ก แปลงหนึ่งในอ.นาทวี สงขลา ที่มีชื่อนางอำไพ เป็นเจ้าของ อยู่ 1 แปลง จึงได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาด
ในการยึดทรัพย์ที่เป็นที่ดิน ปัจจุบันเจ้าพนักงานบังคับคดี จะไม่ได้ออกไปทำการยึด ณ ที่ตั้งที่ดิน แต่จะเป็นการยึดตามเอกสารสิทธิที่โจทก์ (ทนายโจทก์) นำมาแสดง แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่สำนักงานเอง โดยไม่ต้องลงพื้นที่ ซึ่งเรียกกันว่า “ยึดบนโต๊ะ” ทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงนี้ ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของโดยไม่ทราบว่าเป็นที่ตั้งของวัด
ทั้งนี้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าเป็นที่ตั้งของวัดวังใหญ่ และเป็นที่ดินของวัด ก็จะไม่ทำการยึด เพราะหากเป็นที่ดินของวัด ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 35 ก็ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี หมายความว่า ที่ดินของวัด ห้ามยึดมาขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์
ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อก็คือ ที่ดินมีชื่อเป็นของนางอำไพ ตามกฎหมายก็ต้องถือว่าเป็นของลูกหนี้
สำหรับคดีลักษณ์นี้ ศาลปกครองสูงสุด เคยมีคำพิพากษาว่า แม้ที่ดินไม่ได้ระบุว่าวัดเป็นเจ้าของ ก็ถือว่าเป็นของวัดได้ คดีดังกล่าวศาลปกครอง พิพากษาว่า การที่เจ้าของที่ดินยกที่ดินให้แก่วัดด้วยวาจา แม้ยังไม่ได้ไปจดทะเบียนการให้ที่สำนักงานที่ดิน ถือได้ว่า "มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย"