มรสุมที่กำลังรุมล้อมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ทฤษฎีสามขาว่าจะจัดการเดินหน้าบริหารประเทศอย่างไร ขณะเดียวกันศึกชิงรถไฟฟ้าสายสีแดง-สายสีน้ำเงิน กำลังร้อนระอุ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจะเจอทฤษฎีสามขาอีกรอบ ที่ผ่านมารัฐบาลประยุทธ์เจอทฤษฎีขาเดียวคือขาที่ปั่นป่วนในพลังประชารัฐ ยังมีอีกสองขาที่จะมาสมทบ คือขาในสภา และขาม็อบนอกสภา เจอมรสุมทฤษฎีสามขามุ่งตรงสู่รัฐบาล

 

ถ้าเจอทฤษฎีสามขาจะเดินหน้ากันอย่างไร สามขาใหญ่ที่รัฐบาลกำลังเผชิญ ขาแรกพ้นไปแล้วที่เหลืออยู่ที่ลุงตู่ นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะตัดสินใจเดินหน้าในการบริหารจัดการประเทศอย่างไร แต่ขาที่สองคือขามวลชนข้างนอก ตอนนี้นับวันยิ่งมีการเพาะเชื้อ ยิ่งมีปริมาณ ยิ่งมีความก้าวหน้าที่น่าสนใจ

ยุทธการณ์แย่งรถไฟฟ้าสายสีแดง-น้ำเงิน

ม็อบรถบรรทุกเคลื่อนไหวเพราะตอนนี้น้ำมันแพง มารวมพลังภายใต้การบริหารจัดการของ Mr.P และ Mr.U ที่ดำเนินการขับเคลื่อน สร้างพลังดึงรถบัส รถบรรทุก ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา

 

มรสุมอีกลูกหนึ่ง เป็นมรสุมในสภา ขาที่สามกฎหมายในสภา 1 พ.ย. ประชุมจริงๆน่าจะเป็นวันพุธที่ 3 พ.ย.

ร่างกฎหมายในวาระเปิดสภา

ขาที่สามจะเป็นตัววัดประลองกำลังกันว่าบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่สนับสนุนลุงตู่ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะมีใครเปรี้ยว (เปรี้ยว = จี้ด) และจะนำไปสู่ปัญหาว่าด้วยเรื่องของสถานะของรัฐบาล

รายชื่อส.ส. ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เสียงของรัฐบาลเกินกว่าฝ่ายค้านอยู่ประมาณ 37-38 เสียง ใครขาดเมื่อไหร่จะยุ่ง ยุ่งขนาดที่ว่านายกรัฐมนตรีต้องกำชับให้บรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องไปดูแลส.ส.ให้ทำหน้าที่ในสภา

ยุทธการณ์แย่งรถไฟฟ้าสายสีแดง-น้ำเงิน

การกำชับของนายกรัฐมนตรีไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว ว่าด้วยเรื่องของการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมประชุมอย่าให้ขาด เพราะมีผลต่อเสถียรภาพ อย่างน้อย 3-4 ครั้ง ในรอบเดือนตุลาคม ยุทธการณ์แย่งรถไฟฟ้าสายสีแดง-น้ำเงิน

มีความรุนแรงเท่ากับโหวตสวน ใครขาด ใครลา บทลงโทษเท่ากับโหวตสวนมติพรรค การออกมากำชับให้ส.ส. ปฏิบัติตามว่าเรื่องการขาด การลา การลงมติ การโหวตสวน ว่าจะลงโทษกันอย่างไร

 

กลยุทธ์ที่จะใช้สภาเป็นตัวขับเคลื่อนและกดดันรัฐบาลนับวันจะร้อนแรง และเป็นความร้อนแรงบนพื้นฐานการตลาด 112 และการตลาด 112 ที่ชัดเจนและแย่งฐานเสียงกลุ่มนี้ก็คือในสองพรรค ก้าวไกลและเพื่อไทย ฐานเสียงด้านนี้พรรคก้าวไกลชูธงมาก่อน เป็นการเคลื่อนสองขากับมวลชนข้างนอก กับในสภาหรือไม่ แต่มีความสอดคล้องกันมายาวนาน ณ วันนี้เป็นศึกการตลาด 112 เนื่องจากพรรคเพื่อไทยซึ่งไม่เคยขับเคลื่อนเรื่องนี้มาก่อน ตัดสินใจชูประเด็นแก้เรื่อง 112 และ 116

 

ประเด็นว่าด้วยเรื่องของการโยนระเบิดออกมาแสดงจุดยืน ให้ดำเนินการพิจารณาแก้ไขกฎหมายว่าด้วยเรื่องกฎหมายสองตัว มาตรา 112 และมาตรา 116 ซึ่งทั้งสองมาตรานี้ผูกกันไปว่าด้วยเรื่องของคดีความจากการก่อม็อบและแสดงความคิดเห็น นำไปสู่วาระที่ร้อนแรง และเป็นการช่วงชิงกลุ่มในวัย Gen x,y,z เป็นการชิงเกมกัน

ผลโพลล์ สวนดุสิตโพลล์

ปฏิกิริยาศึก x,y,z จึงถูกโยนระเบิดออกมา และตอนนี้สถานการณ์ชัดเจนที่สุดว่ายุทธการการเมืองหลังจากนี้ไปจะเป็นการแย่งศึกชิงรถไฟฟ้าสายสีแดง-สายสีน้ำเงิน

ยุทธการณ์แย่งรถไฟฟ้าสายสีแดง-สายสีน้ำเงิน

112 และ 116 กำลังเป็นวาระร้อนที่สุดวันนี้ ถูกโยนระเบิดออกมาจากพรรคเพื่อไทยที่ในอดีตไม่เคยส่งสัญญาณ แต่ในรอบนี้เปิดศึกออกมาหลังจากเปิดให้ก้าวไกลนำร่อง พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนทันที

ยุทธการณ์แย่งรถไฟฟ้าสายสีแดง-น้ำเงิน

เลือดน้ำเงินในพรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืน ทุกประเทศต้องมีกฎหมายในการคุ้มครองประมุขของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส

เปรียบเทียบกฎหมายม.112 ไทย vs ต่างประเทศ

มาตรา 112 เป็นการตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

แถลงการณ์แก้ ม.112

 

เพื่อไทยช่วงชิงรถไฟฟ้าสายสีแดง เพราะก่อนหน้านี้ก้าวไกลยึดแนวทางนี้มาก่อน เพราะฉะนั้นเพื่อไทยเองรู้ว่าหลังจากนี้มีคนรุ่นใหม่มีความคิดเหล่านี้ในการปฏิรูปต่างๆ ถ้าต้องการแลนด์สไลด์ในการจัดตั้งรัฐบาล ฐานเสียงวัยรุ่นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทักษิณเองก็รีแบรนด์ตัวเอง จากทักษิณเป็นโทนี่

ยุทธการณ์แย่งรถไฟฟ้าสายสีแดง-น้ำเงิน

 

กลุ่ม x,y,z เป็นการเปิดหน้าชกแบบสุดๆ เป็นปรากฏการณ์ที่บอกว่าหลังจากนี้ไปสถานการณ์ทางการเมืองจะแย่งชิงพื้นที่คะแนนเสียงกันแค่สองสาย กลุ่มเด็กวัยรุ่นและกลุ่มคนเฟิสโหวต ที่กำลังจะเกิดขึ้นออกไปทางสายสีแดงเพราะฉะนั้นฐานเสียงใหญ่กว่าปกติ จึงเป็นเหตุผลว่าเพื่อไทยต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ ถ้าต้องการแลนด์สไลด์ต้องดึงคะแนนเสียงให้ได้ 15 ล้านเสียง จึงจะแลนด์สไลด์และชนะขาด นั่นคือมีส.ส.และปาร์ตี้ลิสในมือ 260 เสียง

 

ที่มา เนชั่นอินไซต์ บากบั่น บุญเลิศ และ วีระศักดิ์ พงศ์อักษร