ด้าน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ และความเป็นผู้นำของผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในวิกฤตโควิด-19 ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น ขณะเดียวกัน การที่ทั้ง 3 รัฐได้กรุณาเสียสละเงินเดือนเป็นเวลา 3 เดือนเพื่อช่วยเหลือสนับสนุน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเกิดขึ้นของเครือข่าย ALL FOR EDUCATION ร่วมสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาจากความร่วมมือของทั้ง 16 องค์กร ทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคม
ทั้งนี้ กสศ.ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา Information System for Equitable Education หรือ iSEE เชื่อมโยงระบบสารสนเทศของเด็กเยาวชนรายบุคคลมากกว่า 10 ล้านคน จากสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สพฐ. กระทรวงมหาดไทย กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และ กสศ. เพื่อแสดงข้อมูลสารสนเทศให้สังคมมองเห็นสถานการณ์ความเสมอภาคทางการศึกษาในรายพื้นที่ ครอบคลุมสถานศึกษามากกว่า 30,000 แห่ง ใน 3 สังกัดทั่วประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการชี้เป้าและการรายงานผลการสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการช่วยเหลือด้วยทรัพยากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อยกระดับการทำงานจากการเยียวยา สู่การจัดการเชิงระบบที่ยั่งยืนเพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาจากพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน
จากข้อมูลล่าสุดภาคเรียนที่ 1/2564 ประเทศไทยมีเด็กยากจนและยากจนพิเศษรวมประมาณ 1.9 ล้านคน โดยในตัวเลขนี้พบว่ามีเด็กช่วงชั้นรอยต่อ จำนวน 43,060 คน ที่ยังไม่พบข้อมูลว่าได้กลับเข้ามาเรียนต่อในภาคเรียนที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่อยู่ในรอยต่อระดับ ม.3 ขึ้น ม.4/ปวช. ซึ่งจากการรายงานของสถานศึกษา ในช่วงเปิดเทอม 1/2564 ที่ผ่านมานี้ ชี้ถึงสาเหตุที่เด็กกลุ่มนี้ไม่เรียนต่อ เนื่องจากต้องช่วยผู้ปกครองทำงาน หารายได้เป็นเสาหลัก เลี้ยงครอบครัว โดย กสศ. ได้ประสานงานร่วมกับ สพฐ. ในการส่งต่อข้อมูลเด็กช่วงชั้นรอยต่อกลุ่มนี้ เพื่อวิเคราะห์เชื่อมโยงกับรายชื่อผู้ที่รับเงินเยียวยาผู้ปกครองและนักเรียน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ จำนวน 2,000 บาท และทำงานร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศในการติดตามเพื่อให้กลับมาเรียนต่อในภาคเรียนที่ 2/2564 นี้
ขณะที่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า แม้ครม.จะมีนโยบายเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะเยาวชนและครอบครัวไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่เด็กที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือเด็กที่สูญเสียผู้ปกครองไปเพราะโควิด-19 เด็กกลุ่มนี้จึงต้องถูกให้ความสำคัญและได้รับการสนับสนุนจากสังคม แม้เงินเดือน 3 เดือนของรัฐมนตรี จะเป็นเงินไม่มากนัก แต่แสดงถึงความตั้งใจของทั้งสามคน ดังนั้น ขอเชิญชวนร่วมสละเงินเดือนเพื่อร่วมกับ กสศ. ในการช่วยเหลือเยาวชนที่มีต้องการจริงๆ โดยความร่วมมือร่วมใจของชุมชนและสังคมจะเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งยวดในการให้ความช่วยเหลือเพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาของเด็กต่อไป
ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า การบริจาคให้แก่ กสศ. เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นตั้งใจของทั้ง 3 รัฐมนตรีในการทุ่มเทเพื่อผลักดันการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมาย เด็กเปราะบางที่มีความบกพร่องทางร่างกาย แต่มีศักยภาพและแรงใจเต็มเปี่ยม เพราะเชื่อมั่นว่าสามารถสนับสนุนให้เด็กๆ กลุ่มนี้ พัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะทุกคน ถือเป็นกำลังสำคัญต่อประเทศชาติเช่นกัน
อนึ่ง สามารถบริจาคเงินสมทบผ่านแคมเปญ "ALL FOR EDUCATION ร่วมสร้างหลักประกันทางการศึกษา" เพื่อช่วยเหลือ 3 กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย
1.เด็กเยาวชนผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากกว่า 1,612 คน ที่ศึกษาและอาศัยอยู่ใน 14 โรงเรียนพักนอนในพื้นที่ยากลำบากที่สุดในประเทศไทย
2.เด็กกำพร้าที่สูญเสียผู้ปกครองจากโควิด-19 จำนวน 399 คน ให้ได้ศึกษาต่อไปในระบบการศึกษา
3.เด็กพิการจำนวน 103 คน ในศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)