ฉีดวัคซีน“โมเดอร์นา” 50 ไมโครกรัม กับ 100 ไมโครกรัม การสร้างภูมิคุ้มกันต่างกันหรือไม่ วอนผู้เกี่ยวข้องชี้แจง

24 ตุลาคม 2564 หลังโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เปิดให้จองวัคซีนทางเลือก เพื่อฉีดเป็นเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Booster Dose) ทั้งวัคซีนซิโนฟาร์ม และวัคซีนโมเดอร์นา สำหรับองค์กรนิติบุคคลและโรงพยาบาลดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ได้ส่งผลถึงความรู้สึกของผู้ที่จองวัคซีน “โมเดอร์นา” จากโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป ที่มีมากกว่า 8 ล้านโดส ว่าทำไม ราคาถึงแตกต่างกันมากกว่า 1 เท่านั้น

ฉีดวัคซีน“โมเดอร์นา” 50 ไมโครกรัม กับ 100 ไมโครกรัม สร้างภูมิต่างกันแค่ไหน?

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ระบุชัดเจนว่า เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกัน Moderna (50 ไมโครกรัม) อัตราเข็มละ 555 บาท พร้อมร่วมบริจาค 10% ของจำนวนวัคซีนที่ขอรับจัดสรรให้กับกลุ่มเปราะบาง ยอดบริจาคนิติบุคคลนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าผ่านระบบ E-Donation

 

แนะนำใช้เป็นเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกันในปี 2565 โดยฉีดเป็นวัคซีนเข็ม 3 หรือ 4 โดยฉีดห่างจากวัคซีนเข็มล่าสุด 3-6 เดือน (แล้วแต่ชนิดวัคซีนที่ได้รับก่อนหน้านั้น) โดยโรงพยาบาลที่ขอรับการจัดสรร สามารถกำหนดอัตราค่าวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกันตามความเหมาะสมและเป็นอัตราที่รวมประกันในการรักษาอาการข้างเคียงทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

ขณะที่การเปิดจองวัคซีนโมเดอร์นาของโรงพยาบาลเอกชนถูกกำหนดโดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ที่ขนาดความแรง 100 ไมโครกรัม ในอัตราเข็ม (โดส) ละ 1,100 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยรายบุคคล) โดยสมาคมโรงพยาบาลเอกชนกำหนดให้คิดค่าบริการต่างๆ ได้ไม่เกิน 550 บาทต่อการให้บริการ 1 ครั้งหรือ 1 โดส ดังนั้นราคาค่าให้บริการฉีดวัคซีนทางเลือก “โมเดอร์นา” จึงอยู่ที่ 1,650 บาทต่อโดส

ฉีดวัคซีน“โมเดอร์นา” 50 ไมโครกรัม กับ 100 ไมโครกรัม สร้างภูมิต่างกันแค่ไหน?

 ข้อสงสัยจึงขึ้น ทำไมโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ฉีดแค่ 50 ไมโครกรัม ส่วนโรงพยาบาลเอกชน ฉีดถึง 100 ไมโครกรัม การฉีดเข็มกระตุ้นในหลายประเทศมีการฉีดทั้งขนาด 50 ไมโครกรัม และ 100 ไมโครกรัม ผลที่ได้ต่างสร้างภูมิคุ้มกันได้สูง

 

ในขณะที่ “โมเดอร์นา” อ้างอิงถึงผลวิจัยการฉีดวัคซีนเข็ม 3 สำหรับผู้เข้าร่วมการทดลองในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ฉีดในปริมาณ 50 ไมโครกรัม พบว่า การทดลองมีประสิทธิภาพในการกระตุ้น การตอบสนองของแอนติบอดี้ต่อโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าได้ดีกว่าหลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2

 

ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงษ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เผยว่า กระแสการฉีดวัคซีน mRNA เพื่อเป็นบูสเตอร์ โดส แบบครึ่งโดสหรือ 50 ไมโครกรัมนั้น แม้จะมีงานวิจัยออกมา ระบุว่า ปริมาณครึ่งเดียวน่าจะเพียงพอ ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าภูมิคุ้มกันนั้นจะอยู่ได้นานเท่าไร คณะกรรมการ สร้างเสริมภูมิคุ้มกันฯ จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนเต็มโดสคือ 100 ไมโครกรัม

ฉีดวัคซีน“โมเดอร์นา” 50 ไมโครกรัม กับ 100 ไมโครกรัม สร้างภูมิต่างกันแค่ไหน?

นายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ผลการศึกษาวิจัยในสหรัฐอเมริกา จะเห็นว่า เข็ม 1 และเข็ม 2 ต่างฉีดด้วยวัคซีน mRNA ดังนั้นเมื่อฉีดบูสเตอร์โดส จึงใช้ขนาดความแรง 50 ไมโครกรัมเท่านั้นก็ สามารถกระตุ้นภูมิให้สูงขึ้นได้ แตกต่างจากประเทศไทย ที่การฉีดวัคซีนเข็ม 1 และเข็ม 2 ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนเชื้อตาย จึงยังไม่มีการวิจัยถึงภูมิต้านทานที่เพิ่มขึ้น เพื่อฉีดด้วยวัคซีน mRNA

 

“ครึ่งโดสน่ากลัว เพราะบ้านเราไม่ได้ฉีด mRNA มาก่อน ในต่างประเทศสูตรฉีดวัคซีนจะเป็น โมเดอร์นา + โมเดอร์นา เมื่อบูสเตอร์ด้วยโมเดอร์นาฉีดแค่ครึ่งโดส ก็อาจเกิดภูมิต้านทานสูงได้ แต่บ้านเราบูสเตอร์ คือ ฉีดเข็มกระตุ้นต้องไปดูต้นทางว่าฉีดอะไรมา บ้านเรา ฉีดซิโนแวค 22 ล้าน ซิโนฟาร์มอีก 8 ล้าน รวมเป็น 30 ล้านโดส ไขว้ไป ไขว้มาอีก”

 

ดังนั้นควรศึกษาให้รอบคอบ เพราะวัคซีนแต่ละชนิดขนาดความแรงไม่เท่ากัน เรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องควรออกมาทำความเข้าใจ อธิบายให้ชัดเจน ถึงสูตรต่างๆที่จะนำเข้าร่างกายประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น