“ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” เล่าอดีตความเป็นมาธุรกิจอาบอบนวด ตั้งแต่ปี 2510 ถึงปัจจุบัน พร้อมแฉวิธีการหลบเลี่ยง และสารพันวิธีการเจ้าของอ่าง อาบอบนวด "ซูเอี๋ย" กับ "หมาต๋า" เจ้าหน้าที่รัฐ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

18 ตุลาคม 2564 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ถึงที่มาธุรกิจ "อาบอบนวด" ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยใช้หัวข้อเรื่องว่า

 

"จุดเริ่มต้นและจุดจบ ของอาบอบนวด ep.1"

 

ปิดตำนาน "เจ้าพระยา" อาบอบนวดอันโด่งดังในอดีต ของ "ป๋าวัง" อดีตนายทหารยศพันเอก เจ้าของผู้ล่วงลับ

 

ชายไทยอายุ 50-60 ปีขึ้นไปล้วนรู้จักเป็นอย่างดี ว่ากันว่าแกทดสอบเด็กที่สมัครมาเป็นหมอนวดด้วยตัวเองทุกคน คงเพราะเป็นทหารเก่ามาก่อน แกถึงแข็งแรงอย่างกับม้าปานนั้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าความเป็นมาของอาบอบนวดเกิดขึ้นมาในเมืองไทยได้อย่างไร?

 

ตามมา ผมจะเล่าให้ฟัง

 

ในยุคสมัยสงครามเวียดนาม ทหารจีไออเมริกันเข้ามาเต็มเมืองไทย เพราะมีฐานทัพอากาศอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าอู่ตะเภา ตาคลี อุดรธานี ไว้จอดพักเครื่องบินรบที่รอบินไปบอมบ์ถล่มเวียดกง

 

บรรดาทหารเหล่านั้นพอได้พักรบสักเดือนสองเดือนก็แห่มาเที่ยวใช้ชีวิตในเมืองไทย เสมือนหนึ่งว่าไม่รู้ครั้งหน้าจะไปตายคาสนามรบหรือไม่? จึงจ่ายเงินซื้อความสำราญทุกรูปแบบ

"ชูวิทย์" แฉเองเจ้าของอาบอบนวด “ซูเอี๋ย” หมาต๋า เจ้าหน้าที่รัฐ

บาร์ ไนต์คลับ อะโกโก้ ตามวัฒนธรรมฝรั่งมังค่าจึงถือกำเนิดขึ้นมากันมากมายเพื่อต้อนรับทหารฝรั่ง เศรษฐกิจรุ่งเรืองเพราะเงินดอลลาร์ เกิดพัทยา พัฒน์พงศ์ จนไปถึงถนนเพชรบุรีตัดใหม่ มี "เมียเช่า"

"ชูวิทย์" แฉเองเจ้าของอาบอบนวด “ซูเอี๋ย” หมาต๋า เจ้าหน้าที่รัฐ

ที่เรียก เมีย+เช่า เพราะฝรั่งไม่ชอบแบบชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อพักได้เดือนสองเดือนรอไปรบ ก็ถือโอกาสหาหญิงไทยกินอยู่หลับนอนอย่างกับผัวเมีย (ชั่วคราว) ไปเลย

 

ต่อมามีหนุ่มเจ้าสำราญจบนอกหัวใสเปิดโรงนวดแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า "ออนเซ็น" เริ่มแรกแค่แก้ผ้าลงอ่างอาบน้ำแบบญี่ปุ่น โดยมีหมอนวดสาวแต่งองค์ทรงเครื่องสีขาวสะอาดตามาช่วยบริการถอดเสื้อผ้า อาบน้ำ นวดให้ลูกค้าชาย แต่ไม่ได้ลงแช่ด้วย

 

ที่ผมเล่ามามันเมื่อ 50 ปีก่อน ประมาณปี พ.ศ. 2510

 

อาบอบนวดพัฒนาขึ้นหลังทหารฝรั่งกลับ ทิ้งมรดก “วัฒนธรรมเซ็กซ์” ไว้ให้คนไทย แล้วก็มีอาบอบนวดเปิดขึ้นตามมามากมายหลายที่เพื่อต้อนรับชายไทยมีสตางค์แทน บรรดา "อาโก" (คนจีนที่ชอบทำโรงแรม เป็น "จีนไหหลำ" คำว่า "อาโก" คือ อาเฮียในภาษาจีนแต้จิ๋วนี่เอง) ที่เคยเปิด "ซ่อง" หนุ่มรุ่นกระทงสมัยนั้นต้องเคยไปโรงแรมย่าน "วิสุทธิกษัตริย์ บางขุนพรหม" เพื่อเรียกเด็ก ก็ยกระดับพัฒนามาเป็นอาบอบนวดกันเป็นทิวแถว

สุดยอดยุทธจักร ต้องยกให้ฉายา "มิสเตอร์คลีน" เพราะแกชื่อ "สะอาด" รวยเงียบๆ เพราะเป็นเจ้าของโรงแรมมากมายแถววิสุทธิกษัตริย์ ไปยันแถวถนนจรัญสนิทวงศ์ ที่เรียกกันว่า "โรงแรมเบอร์" เป็นโรงแรมม่านรูด เด็กสมัยนี้อาจไม่รู้จัก แต่คนรุ่นแก่รู้จักกันดีว่าเอาไว้พาผู้หญิงเข้า พอขับรถเข้าไปก็ปิดม่านทันทีไม่มีใครเห็น

 

ชื่อโรงแรมเป็นตัวเลขหมด เช่น 44, 55, 66 หรือ 99 ล้วนแล้วแต่มีผู้หญิงเรียกมาบริการเรื่องพรรค์อย่างว่ากันทั้งนั้น เมื่ออาบอบนวดเฟื่องฟู ชายไทยรักสนุกไปอุดหนุนกันอุ่นหนาฝาคั่ง ถนนเพชรบุรีจึงติดลมบนของ "วงจรอบายมุข" ที่แม้ชายใดได้ลิ้มลองเป็นได้ถวิลหามาเยือนกันอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

 

เพราะอะไรหรือ?

"ชูวิทย์" แฉเองเจ้าของอาบอบนวด “ซูเอี๋ย” หมาต๋า เจ้าหน้าที่รัฐ

ก็เพราะวิวัฒนาการสุดท้ายของอาบอบนวดจากการแช่น้ำอุ่นๆ คลายเมื่อยแล้วมานวดตัว ได้กลับกลายเป็นธุรกิจ "เซ็กซ์" เต็มตัว เพราะเหล่าหมอนวดที่มีกฎเหล็กว่า "ห้ามร่วมประเวณีกับแขก" ล้วนฝืนกฎเพราะเจอเสี่ย หรือเหล่าชายหน้ามืดจ่ายเงินให้ต่างหากจากค่านวดอาบน้ำ เป็นปิดเกมด้วยนาบส่งท้าย

 

พอนานๆ เข้า เจ้าของเลยไปรวมเบ็ดเสร็จ ค่าอาบน้ำ + นวด + นาบ ในราคาเดียวเสียเลย และมีการแบ่งปันผลประโยชน์เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อไม่ให้แขกเบี้ยวหรือเสียรายได้ เพราะว่าบางคนตกลงราคากันเอง แต่เจ้าของไม่ได้ด้วย ก็เป็นปัญหาตามมาอีก

 

ทีนี้ พัฒนาการของอาบอบนวดที่อยู่คู่ประเทศไทยมาถึงทุกวันนี้ โดยสังคมไทยยอมหลับตาลงข้างหนึ่งมาตลอดกว่าครึ่งศตวรรษ และตั้งกฎหมายที่เรียกว่า "พ.ร.บ.สถานบริการ" ออกมาควบคุม ทั้งไนต์คลับ บาร์รำวง ไปจนถึง อาบอบนวด ล้วนต้องมีใบอนุญาตทั้งสิ้น

 

มีสารพัดกฎเกณฑ์ออกมา ไม่ว่า ต้องมีช่องกระจกที่ประตูไว้ดูภายในให้เห็นว่าทำอะไรกันอยู่ หรือประตูห้ามล็อกต้องเปิดได้ตลอด มีระบุจำนวนห้อง รวมทั้งในใบอนุญาตมีระบุจำนวนอ่างไว้ชัดเจน ว่าอนุญาตให้เปิดได้กี่ห้อง กี่อ่าง?

"ชูวิทย์" แฉเองเจ้าของอาบอบนวด “ซูเอี๋ย” หมาต๋า เจ้าหน้าที่รัฐ

แต่ในความเป็นจริงเป็นอย่างไร? ใครได้ถือหรือมีใบอนุญาตอาบอบนวดมูลค่าใบละหลายสิบล้าน วัดกันที่จำนวนห้องที่ระบุไว้ในใบอนุญาต แต่ละใบไม่เหมือนกัน ได้มากันอย่างไร? แล้วกฎหมายบังคับใช้ได้ไหม?

 

หรือแม้แต่มีวิธีหลีกเลี่ยงกันอย่างไร? สารพันวิธีการ "ซูเอี๋ย" (สมยอม) กันระหว่างเจ้าของธุรกิจ กับ หมาต๋า เขาทำกันอย่างไร?

 

ไว้ตอนต่อไปจะเล่าให้ฟัง มันสะเด็ดสะเด่าถึงใจพระเดชพระคุณครับ

 

เพราะผมใช้ทุกวิถีทางเหมือนกัน ถึงรู้ช่องทางเป็นอย่างดี"