... การเสด็จฯ ไปยังที่ไกลแสนไกล ในยุคที่ความก้าวหน้าที่สุดของการเดินทางคือเฮลิค็อปเตอร์ แต่ก็ลงจอดได้เฉพาะในเขตเมืองใหญ่ การเสด็จพื้นที่ต่างๆของพระองค์จึงมักใช้รถยนต์ และไม่ใช่ทุกเส้นทางจะสะดวกราบรื่น ยังต้องเสด็จไปในแห่งหนที่ลำบากทุรกันดาร แตกต่างด้านสภาพแวดล้อม, ภาษาและความเชื่อ
... สิ่งที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงปฏิบัติ ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใด ในโลกนี้กระทำได้เฉกเช่นพระองค์..
...หากใช้ภาษาชาวบ้านก็คงจะบอกได้ว่า โดยสถานะของพระมหากษัตริย์ พระองค์ไม่ต้องทำก็ได้ ไม่มีใครว่า แต่พระองค์เลือกที่จะทำ และทุกวันนี้ ก็ปรากฏชัดแล้วว่า “ทุกอย่างที่พระองค์เลือกทำนั้น มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน”
ตามโบราณราชประเพณีนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์อย่างสมบูรณ์แล้ว จะต้องเสด็จออกให้ราษฎรเข้าเฝ้าเพื่อจะได้รู้จักพระองค์ แต่ในยุคที่การคมนาคมยังไม่สะดวก การเดินทางของประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลเพื่อมาเข้าเฝ้าเป็นเรื่องลำบาก
พระองค์จึงตัดสินพระทัย “เสด็จฯออกไปพบประชาชนเสียเอง”
การเสด็จออกทั่วประเทศ ทำให้ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” ได้ใกล้ชิดกับราษฎร เลือนลบภาพ “สมมุติเทพของพระมหากษัตริย์ในอดีต”
นอกจากนั้น ยังทำให้พระองค์ได้พบเห็นปัญหาอุปสรรคมากมาย ที่ขัดขวางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงความไม่เอาใจใส่และล่าช้าของระบบราชการ , ความเอารัดเอาเปรียบของทุนนิยม และพฤติกรรมของประชาชนเอง ...
... ผมคิดว่าเพราะสาเหตุเหล่านี้ จึงกลายเป็นที่มาของ “หลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง” และ “โครงการพระราชดำรินับพันๆ” จนดูเหมือนว่า “พระองค์แทบไม่มีเวลาสำหรับเรื่องส่วนพระองค์เองเลย” ...
... หลังจากการเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎร ๔ ภาค ที่เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ...
จากนั้น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” ก็เสด็จออกต่างจังหวัดอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งมีพระชนมพรรษามากขึ้น และพระวรกายไม่เอื้ออำนวย ...
... ภาพที่คุ้นตาของคนไทยมายาวนานลักษณะหนึ่ง คือ “พระบรมฉายาลักษณ์” ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สะพายกล้องและมีแผนที่อยู่ในพระหัตถ์” นั่นคือเครื่องมือของการ “บันทึกทุกข์สุขของประชาชน เพื่อนำมาใช้คิดหาหนทางแก้ไข ผมยังรู้สึกว่า “พระองค์ทำงานมากกว่าข้าราชการทุกคน”
นอกจาก ในประเทศทั่วทุกพื้น ที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังได้เสด็จเยือนต่างประเทศระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒ - ๒๕๑๐ แต่ทั้งหมดก็เพียง ๓๑ ครั้ง และอีกครั้งหนึ่ง ทิ้งช่วงห่างถึง ๒๗ ปี จึงเสด็จไปยังบ้านพี่เมืองน้องคือ ประเทศลาว ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗
... เหตุที่ทรงหยุดการเสด็จฯ เยือนประเทศต่างๆ ก็เพราะทรงเห็นว่า ประเทศไทยในขณะนั้น มีปัญหาหนักๆ อยู่มากมาย ทั้งปัญหาความยากจน ปัญหาทางธรรมชาติ และปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ ทรงต้องการใช้เวลาช่วยคิดแก้ปัญหา
...
ในการเสด็จฯ ต่างประเทศของพระองค์ เป็นการเจริญสัมพันธไมตรีตามหน้าที่ ตามธรรมเนียมประเพณี แต่ก็ทรงเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกหลายอย่างเพื่อมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาของประเทศ
... ไม่ใช่การเดินทางไปท่องเที่ยว ที่ซ่อนอยู่ในคำว่า “ดูงาน” ของข้าราชการอีกมากมาย ซึ่งสุดท้ายก็ไม่เกิดมรรคผลอะไรต่อบ้านเมือง นอกจาก รูปถ่ายแถวทัวริ่งสป็อท และข้าวของจากการช็อปปิ้งที่เพิ่มขึ้นในบ้านของแต่ละคน ...
... ในโลกนี้ มีนักเดินทางผู้โด่งดังอยู่มากมายมหาศาล ...
... หลายคนได้ปักธงบนยอดเขาที่สูงสุด หลายคนดำดิ่งลงจุดที่ลึกที่สุดของก้นมหาสมุทร หลายคนเป็นนักรบผู้เดินทางไล่ล่าแผ่นดิน และทรัพยากรของคนอื่น ...
... แต่คนที่ “เดินทางไปทั่วแผ่นดิน เพื่อขุดคุ้ย ความทุกข์ของผู้คน มาขบคิดหาทางแก้ไขอย่างไม่หยุดยั้ง อาจจะมีเพียงคนเดียว และต่อไปก็จะไม่มี” ...
... เพราะพระองค์ ทรง “หยุดเดินทางแล้ว” ...
ขอขอบคุณที่มา : คุณทิวา สาระจูฑะ และ Thitiwat Tanagaroon