ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษา เห็นว่า ฎีกาของมือปืน และมารดา “หมอนิ่ม” ที่ต่อสู้ในประเด็นการร่วมกับ “ทนายอิ๊ด” และผู้ทำหน้าที่ขี่ จยย.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2.5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย จนกว่าจะชำระเสร็จให้กับโจทก์ร่วมและผู้ร้องนั้น ฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ทั้งคู่ร่วมชดใช้ ถือว่าชอบด้วยเหตุผลแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นที่ต่อสู้ประเด็นการรับฟังคำให้การพยานที่มาลงโทษจำเลย ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนพฤติการณ์ของมารดา “หมอนิ่ม” ศาลฎีกาเห็นว่า เกิดจากการที่ผู้ตายกระทำต่อ “หมอนิ่ม” ครั้งแล้วครั้งเล่า และบางครั้งยังกระทำต่อหน้าหลานๆ เนื่องมาจากปัญหาการควบคุมอารมณ์ของผู้ตาย
โดยก่อนเกิดเหตุมีความไม่แน่นอนว่า ผู้ตายที่เป็นนักกีฬายิงปืน อาจใช้อาวุธปืนกระทำต่อ “หมอนิ่ม” และครอบครัว ในขณะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เพราะก่อนเกิดเหตุเพียง 2 เดือน ผู้ตายใช้ปืนยิงไปทางคนรับใช้ และบุตรคนเล็ก จนผู้ตายถูกจับ และถูกควบคุมตัวที่เรือนจำ และเพิ่งได้รับการประกันตัวมาไม่นาน
การกระทำความผิดของมารดา “หมอนิ่ม” ที่ขณะเกิดเหตุเป็นหญิงอายุ 72 ปี และบัดนี้อายุเกือบ 80 ปี ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเข้าลักษณะของผู้กระทำความผิดที่ตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอาจลดโทษได้ให้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง
และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 ในการลดโทษประหารชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษ หรือลดโทษที่จะลง ให้ลดดังต่อไปนี้ โดยถ้าจะลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25-50 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้มารดา “หมอนิ่ม” เพียง 1 ใน 3 และคงจำคุกตลอดชีวิต ด้วยเหตุเพียงคำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรลดโทษให้จำเลยอีก
ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ว่า คำให้การชั้นสอบสวนของมารดา “หมอนิ่ม” เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และกระทำความผิด เพราะตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงลงโทษจำคุกไว้ 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์