ไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำแห่งแรกของประเทศไทยนี้จะมีกำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ แผงโซลาร์เซลล์นี้จะอยู่บนพื้นที่ผิวน้ำ 450 ไร่ ในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนสิรินธร ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ประมาณ 47,000 ตัน/ปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกป่าประมาณ 37,600 ไร่ (อ้างอิงจากงานวิจัยของ กฟผ.)
ช่วยลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า เพราะโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดสามารถใช้ทรัพยากรเดิมของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนสิรินธร ไม่ว่าจะเป็น สายส่ง และสถานีไฟฟ้าแรงสูง มาใช้ให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
แผงโซลาร์เซลล์นี้ เป็นชนิดดับเบิลกลาส (Double Glass) ซึ่งเป็นแผ่นกระจกทั้งด้านบนและด้านล่าง สามารถทนความชื้นได้สูง และตัวทุ่นลอยก็ทำจากพลาสติก HDPE เช่นเดียวกับท่อส่งน้ำประปาที่ใช้กัน ดังนั้น จะไม่ปล่อยสิ่งปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ
หลายคนอาจสงสัยว่า แผงนี้จะบังไม่ให้อากาศและแสงแดดถ่ายเท ส่องลงใต้น้ำ ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใต้น้ำไหม? ขอตอบเลยว่า “ไม่” เพราะทุ่นลอยน้ำไม่ได้ปกคลุมผิวน้ำทั้งหมด ยังมีส่วนที่เป็นช่องเปิดให้อากาศถ่ายเทเข้าสู่ผิวน้ำและแสงสามารถส่องผ่านลงใต้น้ำได้
มากไปกว่านั้น แผงโซลาร์เซลล์นี้ยังสามารถช่วยลดการระเหยของน้ำได้ประมาณ 460,000 ลบ.ม./ปี (อ้างอิงจากรายงานศึกษาความเหมาะสมโครงการฯ)
นอกจากนี้ ภายในเขื่อนสิรินธรก็มีเส้นทางเดินชมธรรมชาติ (Nature Walkway) และอาคารอเนกประสงค์ต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่จะเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ (Landmark) ของจังหวัดอุบลราชธานี ทุกคนสามารถเข้ามาถ่ายรูปเช็คอิน มาอุดหนุนสินค้าของชุมชน และชมโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดใหญ่ที่สุดในโลกจากมุมสูงอย่างใกล้ชิดได้ ในขณะเดียวกัน ที่นี่ก็ยังเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องพลังงานหมุนเวียนสำหรับให้นักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปได้มาศึกษาหาความรู้อีกด้วย
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังระบาดในปัจจุบัน ถ้าใครยังไม่สะดวกเดินทางมาที่ เขื่อนสิรินธร ก็สามารถแวะเข้าเยี่ยมชมแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดนี้ได้ บนระบบ Virtual 360
เข้าชมผ่าน https://www.egathydrofloatingsolarhybrid.com/ ได้เลย
นอกจาก แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดที่เขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ยังได้เตรียมแผนพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดบริเวณเขื่อนอื่นๆ ของ กฟผ. อีก 9 เขื่อน ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 2,725 เมกะวัตต์
ที่มา