เดินเครื่องเร่งกระจายฉีดวัคซีนทั่วประเทศแล้ว “อธิบดีกรมควบคุมโรค” เผย ผลข้างเคียง โดยเฉพาะวัคซีนmRNA มีความเป็นห่วงมากที่สุด คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

4 ตุลาคม 2564  นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) ให้สัมภาษณ์ประเด็นการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปว่า  ตอนนี้วัคซีนที่มีการยอมรับเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยในประเทศไทยมีหลายตัว แต่ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) อนุญาตให้ฉีดในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปได้ ในประเทศไทยมีตัวเดียวคือ “วัคซีนไฟเซอร์” และ “โมเดอร์นา” แต่ยังไม่เข้ามา และไม่ใช่วัคซีนหลักที่รัฐบาลจัดหา

 

ดังนั้น เมื่อได้รับวัคซีนไฟเซอร์มาจากการสั่งซื้อ จึงมีการเร่งรัดฉีดให้นักเรียนที่อายุ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งสอดคล้องกับต่างประเทศ เช่น อเมริกาหรือยุโรปหรือองค์การอนามัยโลก ที่แนะนำให้ฉีดในกลุ่มนี้ได้

 

ในส่วนการติดตามเรื่องผลข้างเคียง โดยเฉพาะวัคซีนmRNA ที่มีความเป็นห่วงมากที่สุด คือ  ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ส่วนใหญ่จะมีอาการแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อย และอุบัติการเกิดข้อมูลทั่วโลก ประมาณ 6 ในแสนการฉีด
 

โดยเฉพาะในเด็กผู้ชายจะเจอมากกว่า ส่วนใหญ่จะหายเองได้  มีส่วนน้อยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้เมื่อดูประสิทธิภาพและความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าฉีดวัคซีนมีประโยชน์มากกว่า จึงเป็นแนวนโยบายว่าเร่งฉีดในเด็กนักเรียน ควบคู่ไปกับการติดตามอาการไม่พึงประสงค์อย่างใกล้ชิด  สำหรับเด็กผู้หญิงข้อมูลส่วนใหญ่เชื่อว่าปลอดภัย

 

สธ. ติดตามผลข้างเคียงฉีดวัคซีนนักเรียน อย่างใกล้ชิด ย้ำฉีดมีประโยชน์กว่า

"คำแนะนำตอนนี้ ในผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป ให้ฉีดวัคซีนได้ 2 เข็ม ส่วนเด็กชายให้ฉีดก่อน 1 เข็ม และจะประเมินข้อมูลอีกครั้งใน 2 อาทิตย์ถัดไป ว่าจะฉีดเข็ม 2 ต่อหรือไม่อย่างไร โดยจะใช้ข้อมูลจากในประเทศและรวบรวมจากข้อมูลทั่วโลกมาประเมินด้วย 

 

โดยก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ที่เป็นล็อตบริจาค 1.5 ล้านโดสให้กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงหรือมีโรคประจำตัว ซึ่งฉีดเด็กไปแล้ว 1.3 แสนราย  พบอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 4 ราย  ทั้งหมดหายแล้ว ซึ่งยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ทั่วไป

 

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีรายงานเกิด 6 ในแสนการฉีด โดยเฉพาะในเด็กผู้ชายจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะเกิดหลังการฉีดเข็มที่2 “นพ.โอภาสกล่าว

 

สธ. ติดตามผลข้างเคียงฉีดวัคซีนนักเรียน อย่างใกล้ชิด ย้ำฉีดมีประโยชน์กว่า

นพ.โอภาส กล่าวว่า การฉีดวัคซีน 1 เข็ม ประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อไม่เพียงพอ การฉีด 2 เข็มประสิทธิภาพดีกว่า แต่ผลข้างเคียงก็มากกว่า ขึ้นกับการชั่งระหว่างผลดีและผลเสีย แต่ยืนยันว่าผลดีมากกว่า ส่วนผลเสียและผลข้างเคียงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะในเด็ก จึงต้องติดตามข้อมูลดูอีกครั้ง  ซึ่งการฉีดในเข็มแรกคาดว่าไม่มีปัญหา คงฉีดได้ตามแผน แต่ก่อนจะเริ่มเข็ม 2 จะต้องรวบรวมข้อมูลที่ฉีดจริงในประเทศไทยและข้อมูลทั่วโลก มาประมวลผลอีกครั้ง