แม่ของผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดชาวอำเภอสุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด เปิดใจเรื่องราวสุดสะเทือนใจก่อนที่จะตัดสินใจส่งลูกไปบำบัดการติดยาเสพติดที่วัดท่าพุราษฎร์บำรุง หลัง “หมอปลา” เข้าไปช่วยเหลือให้ออกมาก่อนกำหนด แต่ลูกชายกลับเสพยาบ้าอีกจนเกิดอาการหลอนและคลุ้มคลั่ง

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

  25 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านลำโกน หมู่ที่ 7 ต.หัวช้าง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อพบกับครอบครัวของนายเกมส์(นามสมมุติ)ชายวัย 24 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกส่งตัวไปเข้ารับการบำบัดยาเสพติดที่วัดท่าพุราษฎร์บำรุง จ.กาญจนบุรี ก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือและพากลับมาที่บ้าน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ โดยผู้สื่อข่าวได้พบกับนางนิต (สงวนนามสกุล) นายพรมมา (สงวนนามสกุล) และนางจ่อย (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นมารดา บิดา และยายของชายวัย 24 ปี พร้อมกับเพื่อนบ้านที่เดินทางมาให้กำลังใจครอบครัวนี้ หลังจากช่วงเช้าของวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา นายเกมส์ ได้เกิดอาการคุ้มคลั่งจากการเสพยาเสพติด ก่อเหตุทุบกระจกหน้าต่างบ้าน ก่อนจะถือมีดวิ่งออกไปจากบ้าน เพราะคิดว่าจะมีคนมาทำร้าย ทำให้ผู้เป็นยายต้องรีบวิ่งไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านให้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมตัวไปที่ สภ.สุววรณภูมิ โดยเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายเกมส์ ได้รับการช่วยเหลือกลับออกมาจากวัดท่าพุราษฎร์บำรุง จ.กาญจนบุรี ได้เพียงวันเดียว โดยหลังกลับมาบ้านก็ได้กลับมาดื่มสุราและซื้อยาบ้ามาเสพ จนเกิดอาการทางประสาทขึ้นอีกครั้ง จนทำให้ผู้เป็นเป็นแม่และพ่อที่ทำงานอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ต้องหยุดงานกลับมาที่บ้านเมื่อคืนที่ผ่านมา เพราะเป็นห่วงนางจ่อย วัย 74 ปี ผู้เป็นแม่ที่อาศัยอยู่ที่บ้านเพียงลำพังก่อนที่นายเกมส์จะกลับมาที่บ้าน

เปิดใจแม่ของผู้บำบัดยาเสพติด ลูกอาละวาดหลังกลับมาบ้าน

นางนิต มารดาของนายเกมส์ เปิดใจเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังเกี่ยวกับการส่งตัวลูกชายไปบำบัดยาเสพติดที่วัดท่าพุราษฎร์บำรุง จ.กาญจนบุรี ว่า ก่อนหน้านี้ลูกชายของตนเองมีพฤติกรรมเสพยาเสพติดมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และก็เริ่มเสพหนักขึ้นเรื่อยๆ แม้แม่จะห้ามและว่ากล่าวตักเตือนแต่ลูกชายก็ไม่ฟัง หนักเข้าถึงขั้นมีอาการทางประสาทขู่จะทำร้ายฆ่าแม่และยายเป็นประจำ บางวันมีอาการหงุดหงิดก็พูดกับแม่โดยใช้คำว่ามึงกู ทำให้ตอนนั้นรู้สึกเป็นทุกข์ใจอย่างมาก เพราะลูกมีอาการก้าวร้าวและโมโหร้ายทุกวัน จึงได้สอบถามจากเพื่อนบ้านว่ามีที่ไหนที่จะรักษาลูกให้หายได้ จึงได้ติดต่อไปยังชายคนหนึ่ง ซึ่งทราบว่าเป็นอาสาสมัครตรวจชุมชน จึงได้ขอความช่วยเหลือจากชายคนนี้ เพราะต้องการรักษาลูกให้หาย ชายคนนี้จึงบอกกับตนว่า มีสถานที่บำบัดอยู่จังหวัดกาญจนบุรี แต่การพาตัวไปนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในวันที่มารับตัว จำนวน 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายรายเดือนของบุตรหลานที่ทางผู้ปกครองจะต้องโอนไปที่บัญชีของเจ้าอาวาสวัด ประมาณ เดือนละ 2,000 บาท  และจะต้องอยู่บำบัดที่นั้นอย่างน้อย 1 ปี หรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น หากออกมาก่อนกำหนดก็จะต้องจ่ายเงิน จำนวน 10,000 บาท ตนเองอยากให้ลูกหายจึงตกลงและสมัครใจที่จะรับการช่วยเหลือจากชายคนดังกล่าว ซึ่งวันที่มารับตัวลูกชายไปจากบ้าน ตนเองมีเงินไม่พอ จึงได้จ่ายเงินให้ไป จำนวน 19,000 บาท ซึ่งตนยืนยันว่า เป็นความสมัครของตัวเอง ไม่ได้มีใครบังคับทั้งสิ้น โดยลูกชายได้ไปอยู่ที่นั้นได้ประมาณ 10 เดือนแล้ว ก่อนที่จะปรากฏเป็นข่าวเรื่องการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในสถานที่บำบัดออกมาเมื่อไม่นานมานี้

เปิดใจแม่ของผู้บำบัดยาเสพติด ลูกอาละวาดหลังกลับมาบ้าน

นางนิต ยังบอกอีกว่า ตนเองเสียใจมากที่ลูกชายต้องตกเป็นทาสของยาเสพติด แม้จะเข้ารับการบำบัดมากว่า 10 เดือนแล้ว แต่พอกลับออกมาก็หวนกลับไปเสพยาบ้าเหมือนเดิม จนเกิดการคุ้มคลั่งเหมือนเมื่อวานที่ผ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นตนเองไม่โทษใคร เพราะคนที่ไปช่วยให้ออกมาก็มีความหวังดีที่ไม่ต้องการให้ผู้บำบัดยาเสพติดต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ส่วนคนที่เสนอหนทางในการช่วยเหลือเรื่องการบำบัดก็หวังดีอยากช่วยเหลือเราเช่นกัน ในส่วนของลูกชายที่อาละวาดคุ้มคลั่ง ก็คงต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย แต่ในหัวอกของคนเป็นแม่แล้วก็ยังอยากให้ลูกได้รับการบำบัดให้หาย และหวังว่าจะมีสถานที่บำบัดที่เป็นระบบและถูกสุขลักษณะด้วย

เปิดใจแม่ของผู้บำบัดยาเสพติด ลูกอาละวาดหลังกลับมาบ้าน