ผลการทดลองพบว่า ภูมิต้านทานของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าผู้ที่รับการฉีดวัคซีนแบบทั่วไปเล็กน้อย โดยผู้ที่รับการวัคซีนแบบใต้ผิวหนังมีภูมิคุ้มกันเฉลี่ย 17,662.3 AU/ml และผู้ที่รับการฉีดวัคซีนแบบทั่วไปมีภูมิคุ้มกันเฉลี่ย 17,214.1 AU/ml โดยผู้รับวัคซีนทั้ง 2 กลุ่มมีค่าภูมิคุ้มเกินเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด (840 AU/ml) ซึ่งผลข้างเคียงในการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังมีน้อยกว่าการฉีดแบบทั่วไป เช่น มีไข้ หรือปวดศีรษะเพียง 70 ราย เมื่อเทียบกับ การฉีดแบบทั่วไป 98 ราย แต่การฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังจะมีผลข้างเคียงบริเวณที่ฉีดเช่น ระคายเคือง และบวมแดงมากกว่าแต่ไม่เป็นที่น่าวิตกกังวล
ด้านนายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในปัจจุบันซึ่งมีความรุนแรงและเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงมีความจำเป็น แม้ว่าจะมีการฉีด 2 เข็มแล้วก็ตาม ยังจำเป็นจะต้องมีการบูธเตอร์เข็มที่ 3 แต่ด้วยข้อจำกัดของปริมาณวัคซีนที่ได้รับการจัดสรรซึ่งไม่เป็นไปตามความต้องการทางโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต นำโดย พญ.ศุภลักษณ์ ละอองเพชร และ พญ.วิทิตา แจ้งเอี่ยม ได้ริเริ่มงานวิจัยนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกในการบริหารวัคซีนของจังหวัดภูเก็ต และน่าจะเป็นทางเลือกของประเทศไทยในการใช้วัคซีนเข็มที่ 3 ที่ใช้ปริมาณน้อยลงถึง 5 เท่า ซึ่งการวิจัยนี้ทำเพื่อยืนยันผลการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังว่า ภูมิคุ้มกันหลังฉีดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับหรือสูงกว่าการฉีดแบบทั่วไป และเป็นการเปิดมิติใหม่ในการใช้วัคซีนเข็ม 3 ให้ประชาชน และจังหวัดภูเก็ตพร้อมที่จะนำร่องในการฉีดวัคซีน Astrazeneca แบบใต้ผิวหนังให้ชาวภูเก็ต จำนวน 200,000 คน ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็ม ชนิด Sinovac ไปก่อนหน้านี้ หากได้รับอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุข