หากโรงเรียนจำเป็นที่จะต้องเปิด สิ่งสำคัญ คือ จะต้องจำกัดคนเข้าออกให้มีการคัดกรองด้วยชุดตรวจด้วยตัวเอง หรือ ATK จัดกิจกรรมแบบกลุ่มเล็กหลีกเลี่ยงการสัมผัสกลุ่มใหญ่ มีการรายงานผลสุ่มตรวจประเมินความเสี่ยงครูและนักเรียนทุก 14 วันหรือ 1 เดือนต่อภาคเรียน เข้มงวดมาตรการทางสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมรวมถึงมาตรการทางสังคมและหากพบการติดเชื้อในโรงเรียนให้ปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุของกระทรวงสาธารณสุข
ซึ่งมาตรการขั้นต้น ได้ถูกกำหนดและปรับรูปแบบ จากการนำร่องเปิดการเรียนการสอนแบบ on-site ก่อนหน้านี้ 15 แห่งโดยเป็นโรงเรียนประจำ ที่มีความจำเป็นต้องเปิดดูแลนักเรียนในบางพื้นที่ เบื้องต้นที่ได้มีการนำร่อง พบว่า ดำเนินการไปได้ด้วยดีแต่ก็พบการติดเชื้อในโรงเรียน
สำหรับการติดเชื้อในครูและนักเรียนที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันที่ได้กำหนด อีกทั้งโรงเรียนประจำส่วนหนึ่งจะมีบุคลากรภายนอกเข้าออก หรือมีบุคลากรทางการศึกษาเดินทางไปกลับแล้วไม่คัดกรองความเสี่ยง ไม่มีระบบแซนบ็อค หรือ Safety Zone in school รวมถึงกรณีโรงเรียนประจำ พบ หอพักมีความแออัด
ขณะที่สถานการณ์การติดเชื้อในกลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่น ในช่วงอายุ 16-18 ปี มีผู้ติดเชื้อสะสม 129,165 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 90 เป็นคนไทย อีกร้อยละ 10 เป็นชาวต่างชาติ มีผู้เสียชีวิตสะสม 15 คน ส่วนใหญ่เป็นโรคประจำตัวร่วม
- โดยในกลุ่ม12-18ปี ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 74,932 คน เข็มที่ 2 3,241 คน
- ส่วนครู-บุคลากร สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับวัคซีนเข็ม 1และเข็ม2 จำนวนรวม 897,423 คน
- ในกลุ่มเด็ก 12 ถึง 18 ปีที่มีโรคประจำตัวที่รับวัคซีนไฟเซอร์ เข็ม1 อยู่ที่ 74,932 คน เข็ม2 3,241 คน
ทั้งนี้ พบว่า ตั้งแต่มีการระบาดระลอกเดือนเมษายนเป็นต้นมาพบว่าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในเด็กกลุ่มนี้มีอัตราสูงขึ้นทุกเดือน โดยสิงหาคม เดือนเดียว ติดเชื้อสะสม อยู่ที่ 69,628 คน
อธิบดีกรมอนามัย ระบุอีกว่า แนวโน้มผู้ติดเชื้อในกลุ่มเด็กวัยเรียนวัยรุ่นถึงแม้จะไม่มีการเปิดให้เรียนตามโรงเรียนก็ตามแต่ก็ยังพบการติดเชื้อสูง ซึ่งการติดเชื้อส่วนหนึ่งมาจากการติดเชื้อในครอบครัวและการเดินทางไปสัมผัสผู้ติดเชื้อ