“อนุทิน” ย้ำ ไม่เคยเพิกเฉยวางแผนรับมือโควิด-19 ชี้ ถ้าไม่มีมาตรการรองรับคงไม่สามารถให้การรักษาจากยอดร้อยสู่หลักหมื่นได้ อย่ากล่าวหาเลื่อนลอย ต้องขอบคุณคณะแพทย์ จุฬาฯที่ค้นพบรหัสเชื้อ ทำให้ค้นหาผู้ป่วยได้รวดเร็ว ชี้ ระลอก 3 เกิดจากคนบางกลุ่มที่ไม่รักษากฎหมาย

3 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงาน การอภิปรายไม่ไว้วางใจรายบุคคล คืนวานนี้ (2 ก.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านประเมินความรุนแรงและผลกระทบของโควิด-19 ผิดพลาด โดยเห็นเป็นเพียงโรคไข้หวัดธรรมดาโรคหนึ่ง ไม่มีการเตรียมพร้อมและการป้องกันการควบคุมโรค ละเมิดกฏหมายและมาตรฐานจริยธรรมจนทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโลกไปในวงกว้าง ว่า เมื่อกระทรวงสาธารณสุขได้ทราบว่าได้มีโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจระบาดขึ้นในประเทศจีนในช่วงสิ้นปี 2562 ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการโดยทันทีให้กรมควบคุมโรคติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสานหาข้อมูลจากเครือข่ายนานาชาติ เพิ่มความเข้มงวดด้วยการยกระดับการควบคุมโรคทุกด่านเข้าออกของประเทศ ค้นหาตรวจหาผู้ติดเชื้อเน้นการเฝ้าระวังและให้มีการติดตามผลในหมู่นักท่องเที่ยวรวมถึงผู้ที่เดินทางมาจากประเทศจีนอย่างเข้มข้น

 

จนในที่สุดก็พบผู้ติดเชื้อรายแรกซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน กระทรวงสาธารณสุข ก็ยิ่งดำเนินการเฝ้าระวังติดตามและค้นหาผู้ติดเชื้อ และเมื่อพบว่ามีผู้ติดเชื้ออีกเกือบ 30 ราย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนทั้งหมด กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้เจอกับผู้ติดเชื้อทั้งหมดและได้ดำเนินการรักษาจนหายทุกรายและไม่มีผู้เสียชีวิต เดินทางกลับบ้านด้วยความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้สร้างความซาบซึ้งในไมตรีจากรัฐบาลจีน จนเป็นที่มาของความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ที่ทางการจีนได้มอบให้กับประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

โรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ที่ขยายความรุนแรงจนระบาดไปทั่วโลกไม่มีใครรู้จักมาก่อนการรับมือทั้งการเฝ้าระวังการป้องกันการรักษาโรคในระยะแรกก็ต้องมีการปรับแนวทางไปตลอด และต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สามารถค้นพบรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสตัวนี้ได้ ตั้งแต่ที่มีการระบาดทำให้สามารถตรวจหาผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้ได้อย่างรวดเร็ว” นายอนุทิน กล่าว

 

นายอนุทิน ชี้แจงต่อ ประชาชนทุกคนก็คงเห็นว่า ถึงแม้จะมีจำนวนของผู้ติดเชื้อในประเทศจำนวนมาก แต่ก็มีผู้ที่รักษาหายจากอาการป่วย 90% และถึงแม้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนในกระทรวงสาธารณสุข และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เราต้องวัดกันที่มาตรฐานของโลกด้วย ซึ่งอัตราผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตของประเทศไทยก็ยังอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของทั่วโลก ซึ่งถือว่าเรายังสามารถรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดีกว่าหลายประเทศ และที่สำคัญประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องของการแพทย์และเวชภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นที่ตนถูกกล่าวหาโดยสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ว่าตนเพิกเฉยปล่อยปละละเลย ไม่มีการเตรียมความพร้อม ตนคิดว่าเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย และไม่เป็นความจริง ที่ผ่านมาประเทศไทยอยู่ในช่วงของการปลอดเชื้อภายในประเทศในครึ่งปีหลังของปีที่แล้วเกือบครึ่งปี ซึ่งสามารถประคองมาจนถึงสิ้นปีที่ผ่านมา จึงเกิดการระบาดรอบสอง โดยสาเหตุหลักของการทำให้เกิดการระบาดรอบที่สองคือ การไม่เคารพกฎหมาย ของกลุ่มคนบางจำพวก ลักลอบเข้าประเทศแบบผิดกฎหมายและยังมีการไปมาหาสู่กัน จนทำให้เกิดมีการระบาดในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร แต่ด้วยการเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่รอบแรก กระทรวงสาธารณสุขได้มีการสำรองยา เครื่องมือทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ต่างๆ ไม่มีการขาดตลาด ไม่มีการกักตุนสินค้า เช่น หน้ากากอนามัย เวชภัณฑ์ยา ชุดPPE ในที่สุดกระทรวงสาธารณสุขก็สามารถควบคุมการระบาดในรอบที่สองได้ แต่โชคไม่ดีที่เจอการระบาดในรอบที่สาม ตั้งแต่ช่วงสงกรานต์เป็นต้นมา และก็ลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้

 

“ผมยอมรับครับว่าการระบาดในรอบที่สามนี้ มันมีความรุนแรงในทุกมิติ สาเหตุหลักก็เหมือนเดิมครับ มีการเข้ามาของคนต่างด้าว โดยผิดกฎหมาย การกระทำต่างๆที่ไม่เคารพกฎหมาย หลายคนขาดความระมัดระวัง ทำให้มาตรการป้องกันตนเองมีความย่อหย่อน มีการเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างเสรี มีการเว้นระยะห่างที่ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก พฤติกรรมถูกละเลย ยังมีการไปเลี้ยงสังสรรค์ไปกินเหล้า ไปสถานบันเทิงไปรับประทานอาหารตามภัตตาคาร เหมือนกับมีภาวะปกติ นอกจากนั้นยังมีการลักลอบเล่นการพนัน ทั้งอยู่ในประเทศและข้ามไปเล่นนอกประเทศ และสุดท้ายก็นำเชื้อกลับมาติดคนใกล้ชิด จนเกิดเป็นซุปเปอร์สเปรดเดอร์ แล้วก็ขยายวงไปยังสถานที่ต่างๆ มีการติดเชื้อในครอบครัว จนการติดเชื้อที่เราพบเพิ่มจากหลักร้อย จนเป็นหลักหมื่น”นายอนุทิน ระบุ

 

นายอนุทิน ชี้แจงต่อ รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์สถานการณ์หรือ ศบค. มีการรวมศูนย์อำนาจ โดยดึงกฎหมายของหลายกระทรวงรวมกันมาอยู่ที่ ศบค. เพื่อให้มีการบูรณาการ บังคับใช้ได้อย่างเป็นหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข ก็เป็นหน่วยงานหลักที่ต้องดำเนินการตามนโยบาย และข้อสั่งการที่ออกมาจาก ศบค. ภาระที่หนักที่สุดของกระทรวงสาธารณสุขก็คือ การจัดเตรียมสถานพยาบาลให้มีความพร้อม การมียาและเวชภัณฑ์ให้เพียงพอ และการป้องกันควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้หากกระทรวงสาธารณสุขไม่มีการวางแผน สำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายไว้ก่อนล่วงหน้า ก็คงจะไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลดูแล จากหลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นอย่างทุกวันนี้ได้ และได้มีความพยายามที่จะดูแลอย่างดีที่สุด ทุกวันนี้ถึงแม้จะมีผู้ติดเชื้อเกิน 1,000,000 คน แต่นั่นเป็นผู้ป่วยสะสม สิ่งที่ต้องดูคือ จำนวนผู้ที่หายป่วย ที่ขนาดนี้มียอด 900,000 กว่าคน และอัตราเสียชีวิตก็ยังอยู่ต่ำกว่า 1%

 

“ตัวกระผมเอง ตัวนายกรัฐมนตรี ตัวบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกคน รู้สึกเสียใจ โดยเฉพาะตัวผมขอกราบถือโอกาสนี้กราบขออภัยอย่างที่สุดต่อครอบครัวของผู้ป่วยที่เสียชีวิต ขออภัยอย่างยิ่งที่ไม่สามารถรักษาของท่านเหล่านั้นไว้ได้” นายอนุทิน กล่าวและกล่าวต่อ

 

กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่การระบาดสูงสุดของประเทศ แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ควบคุมบริหารหรือดูแลด้านการสาธารณสุข เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีการบริหารเป็นเอกเทศ กรุงเทพมหานครหากเป็นเรื่องของสาธารณสุข เสียเปรียบต่างจังหวัด เพราะไม่มีระบบสาธารณสุขที่กระจายไปสู่ชุมชนเหมือนกับทุกจังหวัดในประเทศไทย ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ระบบสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร ร้อนเกินกว่าที่จะรองรับได้ จึงเกิดเหตุการณ์รอเตียงอยู่ที่บ้าน เข้าไม่ถึงหมอ เข้าไม่ถึงยา เกินกำลังกว่าที่โครงสร้างสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครจะรองรับได้ แต่ตนทราบว่ามีความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเป็นกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย จึงได้ให้ปลัดกระทรวงและทีมงานทั้งหมดได้ดำเนินการสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุขทุกรูปแบบให้กับกรุงเทพมหานคร ดังนั้นสิ่งที่ตนได้ชี้แจงมาทั้งหมดนี้ คงจะทำให้เห็นว่าตนไม่ได้นิ่งเฉย ตนได้มีการวางแผนงาน มีการสั่งการออกมาตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความพร้อมต่อสถานการณ์

 

“ถ้าผมไม่มีความสำนึก แห่งความรับผิดชอบ ผมขึ้นมาบนนี้แล้วก็บอกว่ามี ศบค.แล้ว ผมไม่มีอำนาจแล้ว สั่งการอะไรไม่ได้ อำนาจอยู่ที่ ศบค.หมดแล้ว ผมไม่เกี่ยวข้องแล้ว แต่บังเอิญว่าคำว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มันมีความหมายมากกว่านั้น และผมก็คิดว่าการที่ผมได้มีโอกาสมาอยู่ที่กระทรวงนี้ ผมมั่นใจว่าความสามารถของผม น่าจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กลับสถานการณ์โรคระบาดนี้ดีขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าบทบาทอำนาจหน้าที่ของผมถูกจำกัดไปบ้างตามประกาศของ ศบค. ก็เป็นเรื่องเฉพาะนโยบายที่จะต้องมาร่วมบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆในเรื่องของโควิด แต่ความเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมยังสามารถทำงานที่เป็นภารกิจประจำ ของกระทรวงสาธารณสุขได้อย่างราบรื่น” นายอนุทิน กล่าว