สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกกับการย้ายคืนสู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของ "คริสเตียโน่ โรนัลโด้" อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็มีแข้งดังระดับตำนานอีกหลายรายที่เคยหวนกลับมาเล่นให้ทีมเก่าอีกครั้งด้วยความผูกพันที่ "เงิน" ซื้อไม่ได้

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (ลิเวอร์พูล) 1993-2001 และ 2006-2007
          ฟาวเลอร์ เป็นผลผลิตจากชุดเยาวชนก่อนก้าวสู่หนึ่งในกองหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ด้วยผลงาน 171 จาก 330 นัด พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพาทีมคว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์บอลถ้วย" ลีก คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า คัพ เมื่อปี 2001 อย่างไรก็ตามหลังจากแจ้งเกิดของ ไมเคิ่ล โอเว่น รวมถึงการย้ายเข้ามาของ เอมิล เฮสกี ทำให้ดาวยิงเจ้าของฉายา "พระเจ้า" เริ่มไม่มีตำแหน่งตัวจริง ก่อนถูกบีบให้ย้ายไปอยู่กับ ลีดส์ ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ ชนิดที่ไม่มีโอกาสบอกลาแฟนๆซักคำ

 

          เวลาผ่านไป 5 ปี ฟาวเลอร์ ได้โอกาสกลับสู่ถิ่นแอนฟิลด์อีกครั้งภายใต้คำชักชวนของ ราฟา เบนิเตซ ซึ่งการกลับมาคราวนี้แม้จะอยู่ในฐานะตัวสำรอง แต่เจ้าตัวก็ยังผลิตสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง จนแซงหน้า เคนนี่ ดัลกลิช ขึ้นเป็นผู้ยิงประตูมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสโมสร (183 ประตู)

เธียร์รี่ อองรี เธียร์รี่ อองรี (อาร์เซน่อล) 1999-2007 และ 2012
          อองรี ถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลของ อาร์เซนอล และ พรีเมียร์ลีก โดยช่วงแรกที่ค้าแข้งให้ "ปืนใหญ่" เจ้าตัวทำไป 226 ประตูจากการเล่น 369 นัด ก่อนย้ายไปสานความยิ่งใหญ่กับ บาร์เซโลน่า ในปี 2007

 

          ช่วงท้ายของอาชีพค้าแข้ง อองรี โยกไปเล่นในศึก เมเจอร์ลีก กับ นิวยอร์ค เร้ดบูลส์ อย่างไรก็ตามในปี 2012 อาร์เซนอล ประสบปัญหานักเตะหลายรายต้องไปรับใช้ทีมชาติในศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ทำให้ตำแหน่งกองหน้าเหลือใช้งานแค่ 2 ราย คือ ลูคัส โพโดลสกี้ และโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ประกอบกับศึกเมเจอร์ลีกอยู่ในช่วงปิดซีซั่น ทำให้ "ปืนใหญ่" จัดการดึงตัว อองรี ในวัย 35 ปี กลับมาช่วยทีมอีกครั้งด้วยสัญญายืมตัว 2 เดือน

 

          แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่แฟนๆ "เดอะ กันเนอร์ส" ก็มีความสุขกับทุกนาทีที่ได้เห็นดาวยิงเฟร้นช์แมนผู้นี้ลงสนาม และเจ้าตัวก็ฝากผลงาน 2 ประตูจาก 7 นัดไว้ให้แฟนๆหายคิดถึง
 

ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา (เชลซี) 2004-2012 และ 2014-2015
          หาได้น้อยมากหากจะพูดถึงนักเตะที่หวนกลับมาร่วมงานกับสโมสรเก่าแล้วยังประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ดร็อกบา คือหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

 

          ช่วงแรก ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ยิงไป 157 ประตูจากการเล่น 341 นัด พร้อมพาทีมเถลิงบัลลังก์แชมป์ลีกไป 3 สมัย ก่อนโยกไปโกยเงินหยวนกับ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว แต่ก็เล่นได้แค่ฤดูกาลเดียวก็ต้องย้ายมาค้าแข้งให้ กาลาตาซาราย ในลีกตุรกี

 

          ปี 2014 หลัง โชเซ่ มูรินโญ่ หวนกลับมาคุมเชลซีเป็นคำรบสอง เขาก็ไม่พลาดที่จะดึงตัวศิษย์รักอย่างดร็อกบา กลับมาช่วยงานอีกครั้ง โดยเซ็นสัญญาระยะสั้น 1 ปี ซึ่งแม้จะแก่แต่ก็ยังเก๋า ว่าแล้วดาวยิงไอวอรีโคสต์ก็ช่วยพังประตูพร้อมพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี พ่วงด้วยถ้วยแชมป์ลีก คัพ อีกใบ ก่อนย้ายไปหากินในสหรัฐฯ กับ มอนทรีออล อิมแพ็กต์

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (แมนฯ ยูไนเต็ด) 2003-2009 และ 2021- ปัจจุบัน

          จากดาวรุ่งบ้าสับขาหลอก ก่อนถูก เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บ่มเพาะจนกลายเป็นนักเตะหมายเลข 1 ของโลก "คริสเตียโน่ โรนัลโด้" ฝากผลงานในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไว้ที่ 118 ประตูจากการเล่น 292 เกม และเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย รวมถึง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 1 สมัย ก่อนขอสานฝันวัยเด็กด้วยการย้ายไปร่วมทีม "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ในปี 2009 

 

          และหลังจากโกยความสำเร็จเป็นว่าเล่นกับราชันชุดขาว "โด้" ก็ย้ายไปลุยลีกอิตาเลี่ยน กับ "ม้าลาย" ยูเวนตุส ก่อนจะพาทีมซิวแชมป์ลีกได้อีก 2 สมัย และโคปป้า อิตาเลีย อีก 1 สมัย


 

          และล่าสุด CR7 ก็ปิดฉากการเดินทาง 12 ปี ด้วยการย้ายกลับมาร่วมทีมในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้ง ทำให้บรรดาสาวก "เร้ด เดวิลส์" มีความสุขกันถ้วนหน้า

 

          การหวนคืนสู่ถิ่นเก่าที่เคยสร้างชื่อนั้น แน่นอนว่าทำให้แฟนบอลของแต่ละทีมมีความสุขกันไม่น้อย อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่แค่ความสุขที่ได้เห็นการเสริมทัพของทีมที่ตัวเองเชียร์เพียงอย่างเดียว ... แต่เป็นเพราะแฟนๆได้เห็น "นักเตะที่เรารัก" กลับมาร่วมงานกับ "ทีมที่เรารัก" ต่างหาก