ในขณะนี้พบสายพันธุ์ย่อยของเดลตาทั่วโลกแล้วกว่า 20 สายพันธุ์ คือ AY.1-AY.25 โดยในประเทศไทยพบ 7 ราย เป็น AY.4 AY.6, 10 ,12
ข้อมูลล่าสุดในขณะนี้ ทุกสายพันธุ์ย่อยของไวรัสเดลตาทั่วโลก รวมทั้งที่พบในไทยด้วย ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญแตกต่างไปจากไวรัสแม่คือสายพันธุ์เดลตา ทั้งเรื่องความสามารถในการแพร่ระบาด การก่ออาการโรคที่รุนแรง และผลกระทบต่อวัคซีน
ลองมาทำความรู้จัก เรื่องการกลายพันธุ์ของไวรัส จนกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ (Variant) และลงรายละเอียดไปถึงสายพันธุ์ย่อย (Subtype) ซึ่งอาจจะมีผลในอนาคต 15 ประเด็น ดังนี้..
1. โรคโควิด-19 เกิดจากไวรัสกลุ่มโคโรนา ในลำดับที่เจ็ด
2. ไวรัสโคโรนา เป็นไวรัสสารพันธุกรรมเดี่ยวอาร์เอ็นเอ (RNA) ซึ่งเกิดการกลายพันธุ์ได้ง่ายโดยธรรมชาติ
3. การกลายพันธุ์ของไวรัส (Mutation) คือ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลสารพันธุกรรม (Genetic Information) ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ให้ต่างไปจากเดิม
4. ไวรัสก่อโรคโควิด มีความยาวของสารพันธุกรรมอยู่ประมาณ 30,000 ตำแหน่งเบส (Base)
5. ถ้าสารพันธุกรรมตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง เกิดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จะเรียกว่าเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งเกิดอยู่สม่ำเสมอตลอดเวลา
ถ้ามีการแพร่ระบาดมาก (Pandemic) ก็จะเกิดการกลายพันธุ์ที่มากเป็นเงาตามตัว เพราะในจังหวะที่ไวรัสเพิ่มจำนวนในเซลล์ของมนุษย์ หลังจากก่อให้เกิดการติดเชื้อ จะเป็นช่วงที่มีการถ่ายทอดสารพันธุกรรมไปสู่รุ่นลูก ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดจนเกิดกลายพันธุ์ได้ ซึ่งในขณะนี้มีหลายสิบชนิดแล้ว
6. ไวรัสที่กลายพันธุ์ จะถูกจัดกลุ่มจากความสำคัญน้อยไปหามาก ดังนี้..
- 1 ไวรัสกลายพันธุ์ที่ต้องหาข้อมูลเพิ่ม ( VUI : Variant Under Investigation ) ตรวจพบการกลายพันธุ์แต่ยังไม่มีนัยสำคัญ
- 2 ไวรัสกลายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจ ( VOI : Variant Of Interest ) พบการกลายพันธุ์ที่มีพัฒนาการจนกระทบกับภูมิคุ้มกันของมนุษย์
- 3 ไวรัสกลายพันธุ์ที่น่าเป็นห่วง ( VOC : Variant Of Concern ) พบว่าไวรัสนั้นมีการเปลี่ยนแปลงจนกระทบต่อมนุษย์ชัดเจน ในสามประเด็น คือ 1. เพิ่มความสามารถในการแพร่เชื้อมากขึ้น (Transmissibility) 2. ทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น (Virulence) และ 3. กระทบต่อประสิทธิผลของวัคซีน ยารักษาโรค หรือการตรวจวินิจฉัยโรค