20 สิงหาคม 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึง สถานการณ์การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงขึ้น การฟื้นตัวจะช้าออกไปและไม่เท่าเทียมกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหนัก รายได้และการจ้างงานที่ลดลงส่งผลซ้ำเติมฐานะการเงินที่เปราะบางของธุรกิจและครัวเรือน
เพื่อให้มาตรการทางการเงินช่วยบรรเทาผลกระทบได้มากขึ้นในระหว่างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุข ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) จึงมีมติอนุมัติมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม
รักษาสภาพคล่องและเติมเงินใหม่ให้กับลูกหนี้ SMEs และรายย่อย เพื่อให้สามารถหล่อเลี้ยงธุรกิจและเพียงพอต่อการดำรงชีวิต อนุมัติสินเชื่อฟื้นฟูไปแล้ว 92,316 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายร่วมระหว่าง ธปท. กับสถาบันการเงินที่ 1 แสนล้านบาทได้ก่อนเดือน ตุลาคม 2564 โดยสินเชื่อกระจายตัวได้ดีและครอบคลุมลูกหนี้จำนวน 30,194 ราย
ในส่วนของบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล เพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกหนี้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้เป็นการชั่วคราว โดยคงอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ สำหรับบัตรเครดิตที่ 5 % จนถึงสิ้นปี 2565 จากเดิม มีกำหนดทยอยปรับขึ้นอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำเป็นร้อยละ 8 และร้อยละ 10 พร้อมทั้งขยายเพดานวงเงินกู้ สำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท จากเดิม 1.5 เท่า เป็น 2 เท่าของรายได้ โดยไม่จำกัดผู้ให้สินเชื่อ
เช่นเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ที่มักพบบนแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ซึ่งให้วงเงินสินเชื่อ โดยพิจารณาจากยอดซื้อ-ขายนั้น สามารถขยายเพดานวงเงินกู้ จากเดิม รายละไม่เกิน 20,000 บาท เป็น 40,000 บาท รวมทั้ง ขยายระยะเวลาชำระหนี้ จากเดิม 6 เดือน เป็น 12 เดือน
การผ่อนปรนเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบและลดความจำเป็นของลูกหนี้ที่อาจถูกผลักไปใช้สินเชื่อนอกระบบในระยะต่อไป
การแก้ไขหนี้เดิมให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันและช่วยเหลือลูกหนี้ได้จริง