เมื่อรองอธิบดีและผู้ตรวจราชการกรมสรรพากรเห็นความผิดปกติในการคืนภาษีดังกล่าว จึงทำเรื่องเสนอสาธิต ซึ่งเป็นอธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น เพื่อให้ตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป
แต่หลังจากนั้น สาธิต ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสรรพากร พื้นที่ 22 เขตบางรัก และให้นโยบายผู้ปฎิบัติงานว่า หากผู้เสียภาษียื่นขอคืนภาษีถูกต้อง ก็ควรเร่งคืนภาษี
ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในขณะนั้น กิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว จนนำมาสู่การไล่ออกจากราชการ ก่อนที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จะมีคำพิพากษาให้จำคุกสาธิตตลอดชีวิต และร่วมกันชดใช้เงิน 3,097,016,533.99 บาท พร้อมริบทองคำแท่งของกลาง น้ำหนัก 77 กิโลกรัม ทองคำแท่งน้ำหนักรวมอีก 7,000 บาท
แม้คดีนี้จะยังไม่ถึงที่สุด แต่จากคำตัดสินของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งเปรียบเสมือนศาลชั้นต้น ทำให้มั่นใจได้ว่าการทุจริตที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่มีข้อมูลหลักฐานแน่ชัด เป็นเรื่องที่มีใบเสร็จ ตอกย้ำ ว่าเหตุใดไทยถึงอยู่ในอันดับที่ 104 จาก 180 ประเทศทั่วโลกที่มีการทุจริตคอรัปชั่น และน่าจะเป็นเครื่องเตือนใจให้บรรดาข้าราชการไทยปฎิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมากขึ้น