โดยช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามใช้คำสั่งที่มีฉาบหน้าเหมือนเป็น “ยาแรง” ด้วยการประกาศล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งหากดูผ่านๆ เหมือนจะเป็นคำสั่งชุดเดียวกับเดือน เม.ย.2563 แต่เนื้อในกลับเป็นล็อกดาวน์แบบ “ลังเล” สุดท้ายก็เอาไม่อยู่ ตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตทำนิวไฮไม่เว้นวัน
ซึ่งตอนนี้ เมื่อตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อทะลุหลักล้านแล้ว ทำให้ค่าเฉลี่ยผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 1,500 คน ต่อประชากร 1 แสนคน โดยมากกว่า 95-97% ของผู้ติดเชื้อรวม เป็นผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในระลอกล่าสุด
สวนทางกับแนวทางหลักของกระทรวงสาธารณสุข อย่างการระดมฉีดวัคซีน ที่ดีเดย์ฉีดเข็มแรกตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2564 แต่ผ่านมานานเกือบ 6 เดือน กลับไม่เป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง ยังได้รับการฉีดไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร เพราะเกิดปัญหาเรื่องการจัดสรร ที่บางจังหวัดนำไปฉีดให้ประชาชนทั่วไปก่อน ไม่นับปมคาใจเรื่อง “วีวีไอพี” หรือ “อมวัคซีน” ที่โผล่ขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
ส่วนมาตรการต่างๆ ที่รัฐพยายามออกหมัดมาตลอด อย่างชุดตรวจหาเชื้อด้วยตัวเอง หรือชุดตรวจแอนติเจน (ATK) ที่เหมือนจะมาช้าเกินกาล เพราะช่วงแรกมีการกำหนดให้ตรวจหาเชื้อด้วยวิธีมาตรฐาน RT-PCR ที่โรงพยาบาล หรือจุดที่กำหนดเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาเตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอ หรือปัญหาครองเตียงสะสมมาเรื่อยๆ
ไม่นับที่ผู้ติดเชื้อบางคน เข้าไม่ถึงการตรวจ ทำให้ปรากฎภาพผู้ป่วยยกทั้งครอบครัว นอนรอความช่วยเหลือตามบ้านพัก หรือริมถนน และบางรายต้องสูญเสียชีวิต เช่นเดียวกับแนวทางกักตัว หรือรักษาที่บ้าน สำหรับผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง ที่เพิ่งจะเห็นเป็นรูปธรรม
โดยสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด เป็นบทเรียนราคาแพง ที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไขว่า จะเอายังไงต่อ เมื่อตัวเลขแตะหลักล้านแล้ว!!
ซึ่งเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ยอมรับว่า รู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเชื่อว่า หากควบคุมการล็อกดาวน์ได้ดีขึ้นกว่านี้ ประเทศไทยจะผ่านจุดสูงสุดของยอดการติดเชื้อ ภายในสิ้นเดือน ส.ค.
“หากยังคุมอยู่ ยอดติดเชื้อจะลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือน ก.ย.ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการปรับมาตรการ และผ่อนคลายกิจการต่างๆ”
แต่โลกความเป็นจริง จะเป็นอย่างที่นายกฯ คาดคะเนหรือไม่ ต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิด...??