20 สิงหาคม 256 4 นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ประธานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า(กขค.) หรือ บอร์ดแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังจับตาการควบรวมธุรกิจ เนื่องจากพบว่า ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา มีการแจ้งการควบรวมธุรกิจกว่า 20 ราย ซึ่งเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย เพราะทางกขค.ไม่คาดคิดว่าจะมีจำนวนมากขนาดนี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้ทาง กขค.ได้ประเมินสถานการณ์ว่าจะมีการควบรวมธุรกิจมากขึ้นภายหลังที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากธุรกิจจะต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจนั้นๆ แต่ยอดการควบรวมธุรกิจในครึ่งปีแรกเกินกว่าที่ประเมินไว้มาก ทั้งที่ปกติกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ไม่ค่อยควบรวมธุรกิจกันมากนัก
ทั้งนี้ การแจ้งการควบรวมธุรกิจ ดังกล่าวไม่เข้าข่ายการมีอำนาจเหนือตลาด จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตเหมือนกรณีของการควบรวมธุรกิจของบริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวล ลอปเม้นท์จำกัด กับ บริษัท เทสโก้ สโตร์ส จำกัด โดยธุรกิจที่แจ้งการควบรวมเป็นธุรกิจที่มียอดขายไม่เกิน 1 พันล้านบาท และไม่มีส่วนแบ่งการตลาดหรือบริการใดบริการหนึ่งที่มีส่วนแบ่งตลาด ในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และการรวมธุรกิจที่มีส่วนแบ่งตลาด ในปีที่ผ่านมารวมกันตั้งแต่ 75% ขึ้นไป และมียอดเงินขายในปีที่ผ่านมาแต่ละรายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้น
“แปลกใจว่า ทำไมมีการแจ้งรวมธุรกิจแบบก้าวกระโดด ซึ่งการแจ้งขอควบรวมธุรกิจส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการ เทคโนโลยีกลุ่มสตาร์ทอัพ โดยทางบริษัทที่แจ้งควบรวมมีเจ้าของเป็นคนต่างชาติเกือบทั้งสิ้น ”
นายสกนธ์ กล่าวว่า การรวมธุรกิจแบบนี้มีลักษณะเป็นการรวมธุรกิจแบบแนวตั้ง คือ การควบรวมของธุรกิจที่มีห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน (Supply chain) เพื่อวัตถุประสงค์ เช่น ส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินกิจการแบบครบวงจร ลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น คาดว่าในอนาคตจะมีมากขึ้น แต่กฎหมายของเรายังไม่มีความชัดเจนในการกำกับดูการควบรวมธุรกิจแบบแนวตั้ง ทางกขค.จึงเตรียมที่จะปรับปรุงร่างพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะในเรื่องของการรวมธุรกิจเพื่อมาดูแลโครงสร้างระบบการควบรวมธุรกิจแบบแนวตั้งและแนวนอน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่