อีกหนึ่งครั้งที่ถูกโจษจันคือวันที่ 12 มกราคม 2010 ด้วยแผ่นดินไหวขนาด 7.0 แมกนิจูด รุนแรงที่สุดในรอบ 200 ปี โดยศูนย์กลางสั่นสะเทือนอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปเพียง 25 กิโลเมตร ประกอบสภาพภูมิประเทศเป็นดินอ่อน ทำให้เฮติได้รับความเสียหายร้ายแรง ยังไม่รวมกับอาฟเตอร์ช็อกอีกไม่ต่ำกว่า 52 ครั้งจนความเสียหายให้ยิ่งลุกลามบานปลาย
นานาชาติต่างเร่งระดมความช่วยเหลือแต่นั่นไม่มีทางเพียงพอในการชดเชยความเสียหาย ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้มีราว 300,000 คน บ้านเรือนนับแสนเสียหายอย่างหนักหรือถูกทำลายย่อยยับ ประชากรกว่า 1.5 ล้านคนกลายเป็นคนไร้บ้าน เป็นอัตราส่วนมากถึง 15% ของทั้งประเทศ ผลพวงจากเรื่องนั้นส่งผลมาถึงปี 2017 ผู้ได้รับผลกระทบอีก 37,867 คนยังคงไร้ที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับเด็กจำนวนมากยังไม่ได้ไปโรงเรียน
ภัยธรรมชาติร้ายแรงทิ้งบาดแผลให้ประเทศไว้มากพอ แต่นอกจากสภาพภูมิศาสตร์แล้ว อีกหนึ่งสิ่งขึ้นชื่อทำให้เฮติไม่สามารถฟื้นฟูหรือพัฒนาได้ ยังเป็นปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองนับแต่ก่อตั้งประเทศเป็นต้นมา
แผลร้ายแรงของเฮติ - รัฐประหารและการเมือง
นับแต่ประกาศเอกราชเป็นต้นมาในปี 1804 เฮติก็เกิดรัฐประหารขึ้นมาหลายสิบครั้ง เริ่มจากผู้นำปลดแอกทาสแห่งเฮติตั้งตนเป็นจักรพรรดิเลียนแบบนโปเลียน สร้างความไม่พอใจจนมีการนำกองทัพเข้ามาใช้กับการรัฐประหารครั้งแรกในวันที่ 17 ตุลาคม 1806 นับแต่นั้นเฮติก็แทบไม่มีโอกาสพบความสงบสุขอีกเลย
ช่วงเวลาสองร้อยปีนับจากนั้นเฮติผ่านรัฐประหารหลายครั้ง สารพัดปัญหาทางการเมืองหลายด้าน นับจากแค่ศตวรรษที่ 19 ก็เกิดการรัฐประหารกันไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง และเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 การเข้ามาของสหรัฐฯด้วยการส่งนาวิกโยธินเข้ายึดครอง แทรกแซงความขัดแย้งเพื่อปกป้องทรัพย์สินและผลประโยชน์การลงทุนของสหรัฐฯเอง
แม้จะมีการเข้ามาจัดระเบียบวางรากฐานการปกครองจากต่างชาติโดยเฉพาะสหรัฐฯ แต่การเข้ามาไม่ได้ช่วยเหลือ กลับซ้ำเติมปัญหาให้ร้ายแรง ด้วยการสนับสนุน ฟรังซัว ดูวาลิเย ผู้นำเผด็จการในปี 1957 ที่มีนโยบายขวาจัดสุดโต่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ ตลอดการบริหารงานไม่ช่วยให้สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้นแต่อย่างใด
ผ่านเวลามายาวนานวงจรการรัฐประหารของเฮติไม่มีทีท่าจบลง ในที่สุดสหรัฐฯจึงตัดสินใจส่งกำลังทหาร 20,000 นายเข้าแทรกแซงอีกครั้งในปี 1994 และต้องส่งนาวิกโยธินมาอีกครั้งพร้อมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในปี 2004 เพื่อปราบกบฏรวมถึงรักษาความสงบในประเทศ แม้เพิ่งถอนตัวกลับไปในปี 2017 นี่เอง แต่สถานการณ์ก็ยังไม่มีทีท่ายุติลง
จนล่าสุดความวุ่นวายทางการเมืองปะทุขึ้นมาอีกครั้ง จากการเสียชีวิตของประธานาธิบดีคนล่าสุด โฌเวเนล โมอิส ที่ถูกลอบสังหารในวันที่ 7 กรกฎาคม 2021 ทำให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ ด้วยประเทศตอนนี้ก็ไม่มีรัฐสภาประกอบกับตัวแทนที่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งเสียชีวิตจากโควิด-19 ไปก่อนแล้ว
นั่นทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองเฮติไม่มีทีท่าจะสงบลง ถึงขนาดต้องร้องขอสหรัฐฯและกองกำลังสหประชาชาติเข้าช่วยเหลือแต่ไม่มีทีท่าได้รับการตอบสนอง ซ้ำร้ายยังตามมาด้วยเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ซ้ำอีก