ศบค. เผย กรุงเทพฯ ติดเชื้อนิวไฮ 5,140 ราย ระบุ เตรียมพิจารณาผ่อนคลาย ให้กลุ่มต่างๆ ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ พบ มีการนำผู้ป่วยกลับบ้านจำนวนมากกว่าหมื่นคน คือ อุบล ศรีสะเกษ ยโสธร มุกดาหาร และอำนาจเจริญ เสียชีวิตสูงสุดอายุ 60 ปีขึ้นไป 123 ราย คิดเป็น 67%

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

วันนี้ (13 ส.ค.64) นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ประจำวันที่ 13 สิงหาคม ว่า ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 35 ของโลก ผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ 23,418 ราย ติดเชื้อในประเทศ 23,021 ราย ติดเชื้อจากต่างประเทศ 9 ราย จากเรือนจำที่ต้องขัง 388 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 834,326 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 863,189 ราย หายป่วยเพิ่ม  20,083 ราย หายป่วยสะสม 616,458 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 184 ราย เสียชีวิตสะสม 7,032 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.84% ผู้ป่วยรักษาอยู่ 212,179 ราย ในโรงพยาบาล 61,299 ราย โรงพยาบาลสนามและอื่นๆ 150,880 ราย อาการหนัก 5,565 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,111 ราย

 

ฉีดวัคซีนแล้ว 22,508,659 โดส เข็มที่หนึ่งเพิ่มขึ้น 171,488 ราย สะสม 17,239,593 ราย เข็มที่สองเพิ่มขึ้น 28,359 ราย สะสม 4,855,000 ราย เข็มที่สามเพิ่มขึ้น 19,993 รายสะสม 414,066 ราย  ส่วนการตรวจแบบ ATK ในรอบ 24 ชั่วโมง 1,523 ราย ซึ่งจะนำผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เข้าสู่การแยกกักที่บ้าน

 

ผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 184 ราย แบ่งเป็น กรุงเทพมหานคร 71 ราย สมุทรสาคร 16 ราย สมุทรปราการ 12 ราย นครปฐม 6 ราย นราธิวาส 5 ราย ยะลา 3 ราย ปัตตานี 1 ราย นครศรีธรรมราช 3 ราย ระนอง 1 ราย อุดรธานี 4 ราย อุบลราชธานี 3 ราย ขอนแก่น 3 ราย เลย 2 ราย อำนาจเจริญ 2 ราย กาฬสินธุ์ 1 ราย ยโสธร 1 ราย ร้อยเอ็ด 1 ราย ศรีสะเกษ 1 ราย ตาก 4 ราย เพชรบูรณ์ 3 ราย ชัยนาท 3, นครสวรรค์ 2 ราย กำแพงเพชร 2 ราย พิษณุโลก 1 ราย อุทัยธานี 1 ราย ราชบุรี 7 ราย สุพรรณบุรี 7 ราย สระบุรี 6 ราย ปราจีนบุรี 4 ราย สิงห์บุรี 2 ราย นครนายก 2 ราย จันทบุรี 1 ราย ชลบุรี 1 ราย ระยอง 1 ราย และประจวบคีรีขันธ์ 1 ราย เพศชาย 100 ราย หญิง 84 ราย ชาวไทย 177 ราย ลาว 1 ราย เมียนมา 5 ราย อินเดีย 1 ราย ค่ากลางอายุ 67 ปี (12-105 ปี) อายุ 60 ปีขึ้นไป 123 ราย คิดเป็น 67% อายุน้อยกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 36 ราย คิดเป็น 20% ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 23 ราย คิดเป็น 12% หญิงตั้งครรภ์ 2 ราย คิดเป็น 1% จากจังหวัดชัยนาท และอุดรราชธานี อาศัยไปในพื้นที่ระบาด 68 ราย ครอบครัว 39 ราย คนรู้จัก 48 ราย

 

 

ทั้งนี้การติดเชื้อในกรุงเทพมหานคร 5,140 ราย ถือว่าเป็นนิวไฮ  จากการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน พบเป็นชาวไทย 3,992 ราย ต่างด้าว 2 ราย จากระบบเฝ้าระวังและจากโรงพยาบาล ชาวไทย 1,072 ราย ต่างด้าว 74 ราย  อย่างไรก็ตามในที่ประชุมศปก.ศบค. ระบุว่า เป็นผลจากการตรวจเชิงรุก ของกลุ่ม CCRT รวมถึงการดึงเคสต่างๆเข้ามา และใช้วิธีการตรวจแบบ ATK  บวกกับการตรวจแบบ PCR ซึ่งโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% อยู่ในชุมชนและเกณฑ์มารับการตรวจ ดังนั้นประชาชนในกรุงเทพมหานคร ประมาณ 1 ราย ใน 8-9 รายที่มีเชื้อ  ซึ่งเรามีโอกาสที่จะเข้าไปตรวจในชุมชนและเจอเชื้อได้มาก คนที่สงสัยว่ามีความเสี่ยง ขอให้แยกตัวออกจากครอบครัว ชุมชน และรับการตรวจโดยเร็ว หากสงสัยว่ามีการสัมผัส แต่ยังไม่มีอาการก็ขอให้รีบมารับการตรวจ เพื่อจะได้แยกโรค แยกคนติดโรค ออกจากคนปกติโดยเร็วเพื่อจะได้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้

นายแพทย์ทวีศิลป์   กล่าวว่า จากการลงตรวจในพื้นที่ชุมชนของทีม CCRT วันนี้ มีการตรวจ ATK จำนวน 711 ราย สะสม 33,086 ราย พบเชื้อวันนี้ 101 ราย สะสม 3,823 ราย นำเข้าสู่การแยกกักที่บ้านวันนี้ 62 ราย สะสม 3,581 ราย เข้าสู่การแยกกักในชุมชนวันนี้ 36 ราย สะสม 116 ราย ส่งต่อโรงพยาบาลวันนี้ 3 ราย สะสม 126 ราย ส่วนไม่พบเชื้อวันนี้ 610 ราย สะสม 29,263 ราย เข้าสู่โฮมควอรันทีน 389 ราย สะสม 7,311 ราย

 

ส่วนการระบาดที่พบในจังหวัดที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้น คลัสเตอร์ใหม่ คือ จังหวัดสมุทรสาคร อ.เมือง บริษัทผลิตกระป๋อง พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 16 ราย บริษัทเฟอร์นิเจอร์ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14 ราย และพื้นที่กระทุ่มแบนโรงงานทอผ้า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9 ราย จังหวัดชลบุรี บ้านบึง บริษัทผลิตภัณฑ์อาหาร พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 21 ราย จังหวัดนนทบุรี บางใหญ่ บริษัทเสื้อผ้า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 58 ราย จังหวัดนครปฐม สามพราน บริษัทเครื่องกีฬา พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10 ราย จังหวัดระยอง แกลงโรงงานอาหารทะเล พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 16 ราย จังหวัดราชบุรี บางปลาม้า โรงงานน้ำแข็ง พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 17 ราย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กุยบุรี โรงงานผลไม้กระป๋อง พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14 ราย จังหวัดตาก อ.พบพระ หอพักนักเรียน พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 13 ราย จังหวัดจันทบุรี เมืองจันทบุรี ค่ายตากสินพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 19 ราย ทั้งนี้ มีการพูดคุยทั้งในที่ประชุมศปก.ศบค. และกระทรวงสาธารณสุขว่า ความสำคัญของความสำเร็จในครั้งนี้ เมื่อพบเชื้อแล้วจะต้องทำในลักษณะของบับเบิ้ลแอนด์ซีล ไม่ให้นำไปแพร่ขยาย ซึ่งกลุ่มวัยแรงงานติดเชื้อได้ง่ายและไม่ค่อยมีอาการ ไม่เหมือนคนสูงอายุและกลุ่มโรคเรื้อรัง

 

นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า สำหรับข้อมูลผู้ป่วยสะสมที่นำเข้าเขตสุขภาพ ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564  มีการนำผู้ป่วยกลับบ้าน ใน 1-12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ซึ่งมี 4 เขตหลัก ที่มีการนำผู้ป่วยกลับบ้านจำนวนหมื่นคนขึ้นไป โดยส่วนใหญ่เป็นในภาคอีสาน คือเขต7 จำนวน 18,771 ราย เขต8 จำนวน 19,750 ราย เขต9 จำนวน 27,394 ราย และเขต10 จำนวน 17,120 ราย คือจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร มุกดาหาร และอำนาจเจริญ

 

ทั้งนี้ทุกภาคส่วนให้การต้อนรับดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ เช่น สถานที่วัด เมื่อเรายังปกติก็มีการนำของไปถวายวัด แต่เมื่อยามเจ็บป่วยจะเห็นว่าพระได้ช่วยให้ใช้พื้นที่ ซึ่งต้องกราบขอบพระคุณสถาบันทางศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธ หลายที่มีความรู้สึกว่าการรับผู้ป่วยกลับไปเป็นที่น่ารังเกียจของคนในพื้นที่ บางครั้งไม่อยากใช้พื้นที่สาธารณะ ดังนั้นจึงต้องพึ่งวัด ซึ่งมีพื้นที่พอสมควร และหลายวัดก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้เห็นภาพนี้เกิดขึ้นในทุกจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งเรามีสถาบันทางศาสนาได้พึ่งพิงในยามที่เดือดร้อน ทั้งนี้อัตราการเสียชีวิตด้วยโรค โควิด-19 รอบเดือนเมษายน 2564 ผู้ติดเชื้อ 834,326 ราย เสียชีวิต 7,034 คน โดยเสียชีวิตอายุ 50 -59 คิดเป็น 1.47% ส่วนผู้มีอายุ 60-69 เสียชีวิต คิดเป็น 4.19% และกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป การเสียชีวิตสูงถึง 12.48%

นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่าที่ประชุมศปก.ศบค. ได้รับทราบภาพการคาดการณ์การติดเชื้อ โดยแบ่งเป็น 3 ข้อ 1.คาดการณ์ไม่มีการล็อกดาวส์ จะเกิดการติดเชื้อในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน ระดับ 6-7 หมื่นราย 2. คาดการณ์ล็อคดาวน์ที่มีประสิทธิภาพ ประมาณ 20% อย่างเช่นในปัจจุบัน เมื่อมีมาตรการล็อกดาวส์วันที่ 20 กรกฎาคม ผลออกมาแตะที่ 20% เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยสถานการณ์ยังพุ่งสูงขึ้น จะมีการติดเชื้อเกือบ 4.5 หมื่นราย ประมาณ ต้นเดือน-กลางเดือนกันยายน และ3.คาดการณ์ล็อกดาวส์มีประสิทธิภาพ 25% นาน 2 เดือนขึ้นไป พร้อมกับเร่งฉีดวัคซีนผู้สูงอายุถึงเป้าหมายใน 1-2 เดือน ซึ่งจะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงต่อวันเกือบ 2 หมื่นราย

 

ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่เกิดขึ้นจากกระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งมา ดังนั้นเราต้องร่วมมือกันในการหยุดเชื้อเพื่อชาติ อาจจะต้องกลับมากระหึ่มอีกครั้งหนึ่ง และต้องพยายามทำให้ดีกับทุกคน ซึ่งต้องขอความร่วมมือกับทุกคน  โดยในบางจังหวัดในหลายที่ยังไม่ได้ร่วมมือกันอย่างเห็นภาพการดื่ม การเล่น การเสพ ซึ่งเป็นภาพที่เกิดขึ้นรายวัน จึงขอความร่วมมือทุกท่านร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะการสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคระบาดนี้ คนหนึ่งคนใดทำไม่สำเร็จ ต้องร่วมมือกันทั้งประเทศ

 

นอกจากนี้ยังมีการเสนอผลการวิเคราะห์การเสียชีวิตเจ็บป่วยของ 2 กลุ่ม คือ หญิงตั้งครรภ์พบผู้ติดเชื้อ ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 เมษายนถึง 11 สิงหาคมผู้ติดเชื้อ 185 ราย คิดเป็น 0.02% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดที่รับรายงาน มีผู้เสียชีวิต 29 ราย คิดเป็น 0.43% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดที่รับรายงาน โดยต่างเสียชีวิตอายุ 33 ปี ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติไทย ร้อยละ 83% เมียนมา 13 % ลาว 3%  ส่วนใหญ่ติดเชื้อ ที่จังหวัดสมุทรปราการ 33% ชลบุรี กรุงเทพมหานคร มหาสารคาม และสระแก้ว  ส่วนการเสียชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รองลงมาสมุทรสาคร ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ยะลา และสมุทรปราการ 

 

ทั้งนี้พบว่าการเสียชีวิต อายุครรภ์ตั้งแต่ 29- 42 สัปดาห์ สูงถึง 55% ขณะที่ 14- 28 สัปดาห์ 41% และกลุ่มอาชีพขนส่งสาธารณะ กรมควบคุมโรคได้นำตัวเลขผู้ขับรถขนส่งสาธารณะ พบว่าติดเชื้อ 353 รายเสียชีวิต 104 ราย โดยจะเห็นว่าเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก เมื่อถึงมิถุนายนและกรกฎาคม เสียชีวิตจำนวนมาก และลดลงในเดือนสิงหาคม ซึ่งเรามีการรณรงค์ฉีดวัคซีนในกลุ่มนี้ขึ้นมา ซึ่งอาจจะทำให้การติดเชื้อเสียชีวิตในส่วนนี้ลดลงไปบ้าง โดยกลุ่มอายุติดเชื้อ อยู่ที่ 52 ปี ส่วนเสียชีวิตค่ากลางอยู่ที่ 58 ปี โดย 5 อันดับแรก ที่ติดเชื้อ อยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี อุบลราชธานี ส่วนผู้เสียชีวิต 5 ดับแรกอยู่ที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานีและสมุทรสาคร ทั้งนี้พบว่าไม่ได้รับวัคซีนและเสียชีวิตสูงถึง 70 ราย ไม่มีอาการ 124 ราย ขณะที่ผู้ได้รับวัคซีนมีอัตราการเสียชีวิตที่น้อยกว่า

 

เมื่อกล่าวถึงมาตรการการผ่อนคลายล็อกดาวน์ โดยเฉพาะข้อเสนอ ของสมาคมศูนย์การค้าไทย  พี่ขอให้ผ่อนปรนธุรกิจที่มีความจำเป็น เช่น ธนาคาร ธุรกิจสื่อสาร ร้านเครื่องไฟฟ้าหรือเครื่องเบ็ดเตล็ดที่จำเป็น ศบค. จะมีการพิจารณาหรือไม่ นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า ผอ.ศปก.ศบค. ได้รับเรื่องต่างๆเข้าแล้ว จะร่วมกันกับทางกระทรวงสาธารณสุข พิจารณาว่ามีผลในเรื่องการป้องกันควบคุมโรคอย่างไร ในกลุ่มเฉพาะต่างๆที่จะขอผ่อนคลายนี้ มาตรการตอนนี้ เข้มที่สุดและยังมีประเด็นปัญหาอยู่ แต่อย่างไรก็ตามรับทราบความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละกลุ่มแต่ละพื้นที่อยู่เสมอ เราจะมองในภาพรวมและภาพย่อยเพื่อตัดสินใจ จะเกิดขึ้นในวันจันทร์ (16 ส.ค.) ที่จะถึงนี้ เพราะมีการประชุมศบค. ในช่วงบ่าย ซึ่งจะได้ข้อสรุปกันในวันนั้น ส่วนผลสรุปเป็นอย่างไรจะรีบแจ้งให้ทราบ