งานนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะรุ่นใหญ่อย่าง ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่ม CARE ผู้ใกล้ชิดกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นเขียนข้อความอธิบายไว้แบบนี้
“การเสนอรวมทรัพยากรไปให้ผู้มีหน้าที่แก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ใช่เรื่องผิด ถ้ามีปัญหาเราคงต้องมาเล่นงานคนที่บกพร่องกันอีกครั้ง (หมายถึงนายกฯ ถ้านำงบกลางไปใช้อย่างอื่นที่ไม่ใช่โควิด ก็ต้องมาเช็คบิลกัน) ฉะนั้นไม่อยากให้เอา "การเมือง" มาใช้จน เป็นอุปสรรคที่ขวางความพยายามช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ขอเสนอข้อคิดให้...ผู้หวังดีต่อบ้านเมือง...
มีกันไม่มากนัก พยายามสงวนข้อแตกต่าง และร่วมมือกันให้มากขึ้น น่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า อย่าให้ความยึดมั่นของตน ป็นอุปสรรค ทำลายความร่วมมือกันของภาคประชาชนเลย เพราะ "หนทางข้างหน้า ยังอีกยาวไกล”...”
มหากาพย์ขัดแย้ง “ก้าวไกล-เพื่อไทย” ใครต้นเหตุ?
สำหรับการทำงานร่วมกันของพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล หรือพรรคอนาคตใหม่เดิม มีปัญหาขัดแย้งปีนเกลียวกันมาแล้วหลายครั้ง เท่าที่สรุปได้เป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ก็เช่น
1.การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งแรก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2563 ครั้งนั้นเป็นการอภิปรายช่วง 3-4 วันสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุม ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทย อภิปรายลากยาว จน ส.ส.อนาคตใหม่ในขณะนั้น อภิปรายไม่ทัน เวลาของฝ่ายค้านหมด ทำให้ ส.ส.อนาคตใหม่ไม่ได้อภิปรายกันหลายคน สร้างความแค้นเคืองให้กับพรรคอนาคตใหม่ เป็นอย่างมาก
จากปัญหาในครั้งนั้น พรรคก้าวไกลมองว่าพรรคเพื่อไทย เล่นเกม เกี้ยเซี้ยกับรัฐบาล และมี ส.ส.งูเห่ากลุ่มหนึ่งพร้อมร่วมรัฐบาล จึงไม่ยอมเชื่อใจและให้ใจในการทำงานร่วมกัน การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการระมัดระวังอย่างเข้มข้นไม่ให้ถูกตลบหลัง และยังมีการกั๊กข้อมูลอภิปรายกันด้วย
ทั้งหมดก็นำมาสู่การอภิปรายครั้งใหม่ที่จะยื่นญัตติช่วงกลางเดือนนี้ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เชื่อใจ จึงยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีกี่คน
2.การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สมุทรปราการ เขต 5 พรรคก้าวไกล กับพรรคเพื่อไทย ส่งผู้สมัครแข่งกันเอง ทำให้ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ กรุงศรีวิไล สุทินเผือก เอาชนะไปแบบสบายๆ แถมตอนที่หาเสียงแข่งกัน ยังปราศรัยโจมตีกันเองด้วย
3.การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคก้าวไกล ไม่ให้ความร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน เพราะต้องการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รวมทั้งหมวด 1 หมวด 2 และยังมีการให้สัมภาษณ์ ตลอดจนเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะชิงมวลชนจากพรรคเพื่อไทยด้วย
ท่าทีแบบนี้ทำให้การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านดูไม่มีพลัง และไม่มีเอกภาพ
นอกจากนั้นยังมีการโหวตบางเรื่องเสียงแตกไปจากพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งในทางการเมืองระบบรัฐสภา มองกันว่าทำงานด้วยยาก และทำให้การทำงานไม่มีพลังมากพอ เหมือนกับที่คุณภูมิธรรมพูดว่า ควรแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง / เพราะหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
ข่าว/โต๊ะข่าวการเมือง เนชั่นทีวี