รองอธิบดีกรมที่ดิน ยันกลางที่ประชุมกมธ.ที่ดินฯ สภาผู้แทนราษฎร แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาให้การรถไฟ ชนะคดี แต่ยืนยันว่ามีพื้นที่ทับช้อนเนวเขตตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขณะที่ผู้ว่าเดินหน้าฟ้องไล่ชาวบ้าน

วันนี้ (26 ก.ค.2564) กรณีผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดิน ขอให้เพิกถอน โฉนดและเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ออกทับที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5,083 ไร่ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย "เนชั่นออนไลน์" ค้นหาบันทึกทึกการประชุมคณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากทราบว่ามีการประชุมกัน และพบว่าในครั้งที่ 65 วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2564 มีนายอภิชาติ ศิริสุนทร เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องที่ "พิจารณา" สอบหาข้อเท็จจริงกรณีชาวบ้าน ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาชาวบ้านถูกชับไล่ออกจากที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 

 

โดยนายกาญจนพจน์ นาคคำ ผู้ร้อง ให้ช้อมูลต่อกมธ.ว่า ความเป็นมาของสภาพปัญหามีสาระสำคัญดังนี้


เดิม เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2474 นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ "ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง" เนื้อที่ 6,400 ไร่ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีการรังวัดสอบเขตเพื่อออกหนังสือสำคุญสำหรับที่หลวง ผลการรังวัดสอบเขตพบว่าที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ประมาณ 3,413 ไร่ จากนั้น ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 4130/2515

ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2518 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุเพิ่มเติมข้อมูลในทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์เนื้อที่ประมาณ 6,400 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

จากนั้น วันที่ 10 ธันวาคม 2524 ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีคำพิพากษาในคดี หมายเลขดำที่ 1857/2522 หมายเลขแดงที่ 7299/2524 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่พิพาทตามฟ้องอยู่บริเวณเชิงเขากระโดง หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมยั จังหวัดบุรีรัมย์

ต่อมา วันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 นายช่างรังวัดทำการรังวัดสอบเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 4130/2515 ขยายอาณาเขตออกไปถึงตำบลอิสาณ และตำบลสวายจีก โดยไม่ปรากฏหลักฐานในทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ พ.ศ.2535 และ พ.ศ.2538 มาก่อนว่าที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวอยู่ในเขตตำบลอิสาณ หรือตำบลสวายจีก แต่อย่างใด ซึ่งไม่สอดคล้องกับหนังสือที่ มท 03100.123845 กรมการปกครอง ตรวจสอบแล้วพบว่า แนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 4130/2515 อยู่ในเขตพื้นที่ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งแปลง

 

นอกจากนี้ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ผู้แทนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เบิกความเป็นพยานต่อศาล ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1729/2561 ว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 4130/2515 ขาดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระวางและพิกัดซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการระบุแนวเขต โดยเอกสารดังกล่าวได้สูญหายไป ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง สรุปว่า ไม่พบเอกสารดังกล่าวว่าหายตั้งแต่เมื่อใด และใครเป็นผู้ทำหาย

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีประเด็นข้อสงสัยหลายประการอันนำมาซึ่งการยี่หนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการเพื่อให้พิจารณาความเดือดร้อนของปัญหาชาวบ้านถูกขับไส่ออกจากที่ตื้นทำกินและที่อยู่อาศัย

 

อนึ่ง หากมีข้อเสนอให้รังวัดสอบเขตหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 4130/2515 ใหม่ ผู้ร้องเรียนไม่เห็นด้วย เนื่องจากการรังวัดสอบเขตของเจ้าหน้าที่รังวัดเป็นการสอบเขตในแนวเขตเดิมที่เคยออกมา แต่ผู้ร้องเรียนโต้แย้งว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงดังกล่าวออกผิดพลาดคลาดเคลื่อน เนื่องจากแปลงที่ดินที่ถูกต้องไม่ได้อยู่ในบริเวณปัจจุบัน อย่างไรก็ดี หากมีการรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ "ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง" ใหม่ ควรเปิดโอกาสให้นำผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคณะทำงานตรวจสอบร่วมด้วย ซึ่งอาจใช้โมเดลของจังหวัดชัยภูมิ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงใกล้เคียงกัน

กรมที่ดินดิ้นมีที่ทับซ้อนที่รถไฟ ผู้ว่าฯเดินหน้าฟ้องไล่ชาวบ้าน

กรมที่ดินดิ้นมีที่ทับซ้อนที่รถไฟ ผู้ว่าฯเดินหน้าฟ้องไล่ชาวบ้าน

นายณรงค์  สืบตระกูล รองอธิบดีกรมที่ดิน รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ กรมที่ดิน ให้ข้อมูลต่อกมธ.เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงโคกเขากระโดง ว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงโคกเขากระโคง ตั้งอยู่หมู่ที่ 9 บ้านโคกเขา ตำบลเสม็ด อำเกอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินสาธารณประโยซน์ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2474 เนื้อที่ประมาณ 6,400 ไร่ มีนายอำเภอเป็นผู้ประกาศหวงห้ามเพื่อเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์

 

ต่อมา ได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 เนื้อที่ประมาณ 3,413 ไร่ โดยกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เป็นการออกก่อนที่จะมีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ คือ เป็นการออกตามข้อสั่งการหรือหนังสือแจ้งเวียนของกรมที่ดิน โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่และอำนาจในการดูแลรักษาที่ดิน (ในที่นี้ คือ นายอำเภอ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน (ในที่นี้ คือ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์) 

 

จากนั้น เมื่อได้รับคำขอเจ้าพนักงานที่ดินจะทำการรังวัด เมื่อรังวัดแล้วเสร็จ จะมีการประกาศว่าจะมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเวลา 30 วัน โดยปิดประกาศ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน และบริเวณที่ดินที่จะมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งหากมีการคัดค้านเป็นหน้าที่ของผู้ขอรับหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงกับผู้คัดค้านจะตกลงกัน พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่มีหน้าที่สอบสวนกรณีดังกล่าว 

 

อย่างไรก็ดี หากครบกำหนดแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับนี่หลวงจำนวน 3 ฉบับ เพื่อเก็บไว้ที่สำนักงานที่ดินและกรมที่ดิน อย่างละ 1 ฉบับ และมอบให้ผู้ยื่นคำขอ 1 ฉบับ ซึ่งข้อเท็จจริง ปรากฏว่า กรณีนี้ไม่มีผู้ใดยื่นคัดค้าน จึงมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 4130/2515 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515

 

โดยบริเวณที่มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 4130/2515 มีการขอใช้ประโยชน์จากส่วนราชการ จำนวน 5 หน่วยงาน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์เนื้อที่ 429 ไร่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดตั้งศูนย์ราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 400 ไร่ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เนื้อที่ 460 ไร่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลอำเภอเมืองบุรีรัมย์เฉลิมพระเกียรติเนื้อที่ 245 ไร และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติเพื่อจัดตั้งค่ายลูกเสือจังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 82 ไร่ รวมเนื้อที่ในการขอใช้ประโยชน์ ทั้งสิ้น 1,666 ไร่ คงเหลือเนื้อที่ตามหลักฐาน 1,747 ไร่

 

ซึ่งการขอใช้ประโยชน์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ และสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2553 และ พ.ศ.2554 ตามลำดับ ส่วนอีก 3 หน่วยงานอยู่ระหว่างดำเนินการขึ้นทะเบียน

 

อนึ่ง หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 4130/2515 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 9 บ้านโดกเขา ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีมย์ อย่างไรก็ดี ตำบลอื่นก็ยังคงมีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอื่นด้วย

 

ดังนั้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวเขตของหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 4130/2515 กรมที่ดินมีข้อแนะนำว่าควรทำการสอบเขตหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้ชัดเจนอีกครั้ง เพื่อจะได้เป็นที่ยุติว่า
แนวเขตที่ถูกต้องเป็นเช่นใด และถึงแม่ว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจะได้ออกไปแล้วก็ตาม แต่หากปรากฏหลักฐานว่าออกไปโดยมิชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็สามารถเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้นได้
ซึ่งตามระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการรังวัดสอบเขต ผู้มีหน้าที่และอำนาจในการดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงดังกล่าวต้องเป็นผู้ยื่นคำขอ อย่างไรก็ดี มักเกิดปัญหาจากการนำชี้ตามมา ดังนั้น เพื่อให้เกิดความขัดเจนและเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย จึงควรมีคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ 

 

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่มีการรังวัดตรจสอบแนวเขตหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 4130/2515
ดังนั้น แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกา พิพากษาให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ชนะคดีตามที่มีการกล่าวอ้างก็ตาม แต่จำเป็นต้องยืนยันว่าพื้นที่ทับช้อนนั้นเป็นเนวเขตตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังหลักฐานที่ปรากฏ ณ ปัจจุบัน
 

กรมที่ดินดิ้นมีที่ทับซ้อนที่รถไฟ ผู้ว่าฯเดินหน้าฟ้องไล่ชาวบ้าน

กรมที่ดินดิ้นมีที่ทับซ้อนที่รถไฟ ผู้ว่าฯเดินหน้าฟ้องไล่ชาวบ้าน

นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมเกี่ยวกับประเด็นปัญหาในพื้นที่ดังกล่าว คือ จังหวัดบุรีรัมย์ได้มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟ้องผู้ร้องเรียน และประชาชน จำนวน 29 ราย ให้ออกจากพื้นที่หลวง ซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของศาล โดยมีรายละเอียดคดีดังนี้


-พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ในคตีหมายเลขแดง ที่  2267/2562 ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
- พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ในคดีหมายเลขแดง ที่ อ 733/2564 ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

 

ดังนั้น ขอเสนอให้ผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้ด้รับผลกระทบไปใช้สิทธิในทางการศาล เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับหลักฐาน ความเป็นมา และความถูกต้องของพื้นที่

 

อย่างไรก็ดี หากประสงค์ให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ ควรแจ้งไปยังกรมที่ดิน ให้นำบุคลากรจากส่วนกลางมาตรวจสอบและควรมาจากหลากหลายภาคส่วน เนื่องจากหากให้ทางจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบเสียเองจะเป็นข้อครหาขึ้นได้ ด้วยเหตุที่จังหวัดบุรีรัมย์เป็นคู่กรณีกับผู้ร้องเรียน

 

อนึ่ง จังหวัดบุรีรัมย์ ขอยืนยันว่าที่ดินสาธารณประโยชน์ที่มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 4130/2515 อยู่ในพื้นที่ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งหมด

 

ข่าว เนชั่นออนไลน์