ได้ครบแล้วกับ "8 อรหันต์" ที่ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศศึกฟุตบอลยูโร 2020 ซึ่งเมื่อดูจากสายการแข่งขันแล้วต้องยอมรับว่าทีมขวัญใจมหาชนอย่าง "สิงโตคำราม" อังกฤษ มีเส้นทางที่สดใสไม่น้อยกับการคว้าแชมป์เมเจอร์แรกในรอบ 55 ปี

หลังจากที่ "สิงโตคำราม" ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเอาชนะ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงอดีตแชมป์ 3 สมัย ไปได้อย่างงดงามด้วยสกอร์ 2-0 ทำให้บรรดาสื่อมวลชนรวมถึงเหล่าแฟนบอลชาวอังกฤษเริ่มมองถึงการคว้าแชมป์ยูโรสมัยแรกกันแล้ว ทำให้กระแส "Footballs coming home" ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งหลังห่างหายไปกว่า 2 ทศวรรษ

สำหรับสโลแกน "Footballs coming home" มีขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 1996 ที่อังกฤษ โดยเจ้าภาพได้ชูประเด็นต้นกำเนิดฟุตบอลสมัยใหม่ที่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ ดังนั้นการได้เป็นเจ้าภาพจึงเหมือนกับการต้อนรับ "ฟุตบอล" ที่ได้กลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง

ซึ่งด้วยความที่อังกฤษห่างหายจากความสำเร็จมานาน โดยได้แชมป์รายการใหญ่แค่ครั้งเดียวคือในศึกฟุตบอลโลก 1966 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ ดังนั้น ศึกยูโร 1996 พวกเขาจึงหมายมั่นปั้นมือเป็นพิเศษที่จะได้เห็น "สิงโตคำราม" คว้าแชมป์ให้ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝัน เมื่อพ่ายจุดโทษต่อ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งคนที่ยิงจุดโทษไม่เข้าของอังกฤษในครั้งนั้นก็คือ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือ "สิงโตคำราม" ในปัจจุบันนี่เอง

หลังจากนั้นเป็นต้นมา อังกฤษ ผ่านศึกฟุตบอลยูโร 5 ครั้ง ฟุตบอลโลก 5 ครั้ง เปลี่ยนกุนซือไป 7 คน แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะฝ่าด่านเข้าไปลุ้นแชมป์ ดีที่สุดก็แค่การผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเท่านั้น จนกระทั่งการเปลี่ยนมาใช้บริการของกุนซือ "คนใน" อย่าง แกเร็ธ เซาธ์เกต ผลงานของทีมก็ดีขึ้นชนิดเหนือความคาดหมาย ด้วยการคว้าอันดับ 4 ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย

หรือ "ฟุตบอล" กำลังจะ "coming home"





มาถึงศึก "ยูโร 2020" ครั้งนี้ ทีมชาติอังกฤษก็ยังทำผลงานได้ดี ด้วยการคว้าแชมป์กลุ่มดี ทั้งๆที่อยู่ร่วมกลุ่มกับทีมรองแชมป์โลกอย่าง โครเอเชีย ทีมดังอย่างสาธารณรัฐเช็ก และทีมคู่รักคู่แค้นอย่าง สกอตแลนด์ โดยลูกทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต คว้าชัยเหนือทั้งโครเอเชียและเช็ก ไปพลาดเสมอ สกอตแลนด์ แค่นัดเดียว ก่อนจะมาเอาชนะ เยอรมนี ดังที่กล่าวไปแล้ว และก็ทำให้ "สิงโตคำราม" กลายเป็นทีมเดียวในทัวร์นาเม้นท์นี้ที่ยังไม่เสียแม้แต่ประตูเดียว

สำหรับด่านต่อไป ทีมชาติอังกฤษ มีโปรแกรมพบกับทีมม้ามืดอย่าง ยูเครน ซึ่งเมื่อเทียบทั้งชื่อชั้นและฟอร์มช่วงหลัง ต้องบอกว่าพลพรรค "ทรี ไลอ้อนส์" เหนือกว่าเยอะ อีกทั้งสถิติการพบกันของทั้งคู่ อังกฤษก็พ่ายให้ยูเครนแค่ครั้งเดียวจากการเจอกัน 7 ครั้งหลังสุด

และหากอังกฤษฝ่าด่านยูเครนไปได้ คู่ต่อสู้ของพวกเขาในรอบรองชนะเลิศก็คือผู้ชนะระหว่างสาธารณรัฐเช็กกับเดนมาร์ก ซึ่งเช็ก อังกฤษก็เอาชนะได้มาแล้วในรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนเดนมาร์ก แนวรุกของพวกเขาต้องยอมรับว่าลดประสิทธิภาพลงไปเยอะหลังการขาดหายไปของ คริสเตียน อีริคเซ่น จอมทัพคนสำคัญของทีมที่วูบคาสนามตั้งแต่นัดแรกของทัวร์นาเม้นท์ ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่เราจะได้เห็นทีมสิงโตคำรามไปผงาดในรอบชิงชนะเลิศ

หากไปถึงรอบชิง คู่ต่อสู้ของพวกเขาน่าจะเป็นงานหนัก เพราะมีทั้งทีมดังอย่าง เบลเยียม, อิตาลี, สเปน รวมถึง สวิตเซอร์แลนด์ ที่สร้างเซอร์ไพรส์น็อกแชมป์โลกอย่างฝรั่งเศสมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลนัดเดียวอะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิ่งแท็กติกของ เซาธ์เกต เน้นผลการแข่งขันมากกว่าการเอ็นเตอร์เทนแฟนบอลอยู่แล้ว รวมถึงนัดชิงจะแข่งที่สนามเวมบลีย์ รังเหย้าของทีม มีความได้เปรียบจากเสียงเชียร์เป็นทวีคูณ ดังนั้นก็มีโอกาสไม่น้อยที่ความฝันของคอลูกหนังอังกฤษจะได้เป็นจริง หลังรอความสำเร็จมานานถึง 55 ปี

--------------------

หรือ "ฟุตบอล" กำลังจะ "coming home"

สำหรับ 8 ทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศของศึกฟุตบอลยูโร 2020 ครั้งนี้ ประกอบไปด้วย เบลเยียม, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก อังกฤษ, อิตาลี, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์ และ ยูเครน ซึ่งการประกบคู่มีดังนี้
2 ก.ค. 64

  • 23.00 น. สวิตเซอร์แลนด์ พบ สเปน ที่สนามเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดี้ยม ประเทศรัสเซีย
  • 02.00 น. เบลเยียม พบ อิตาลี ที่สนามฟุตบอล อารีน่า มิวนิค ประเทศเยอรมนี

  • 3 ก.ค. 64
  • 23.00 น. สาธารณรัฐเช็ก พบ เดนมาร์ก ที่สนามบากู โอลิมปิก สเตเดี้ยม ประเทศอาเซอร์ไบจาน
  • 02.00 น. ยูเครน พบ อังกฤษ ที่สนามสตาดิโอ้ โอลิมปิโก้ กรุงโรม ประเทศอิตาลี