อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แนะ ไทยต้อง "หาโอกาสในวิกฤต" ในการเจาะตลาดการค้าสหรัฐฯ ชี้นโยบายของ โจ ไบเดน เอื้อต่อการส่งออก แต่ไทยต้องเข้าใจนโยบายของคู่ค้าให้ถ่องแท้เสียก่อน

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวในการสัมมนา Nation TV Virtual Forum Thailand Survival Post Covid-19:ครั้งที่ 1 "สหรัฐเดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจ มองโอกาสการค้าไทยสหรัฐฯ" ระดมสมองทุกภาคส่วน เปิดมุมมอง พาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าหลังจากเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเด็น "นโยบายการค้าไทย- สหรัฐ"
ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา และ จีน ที่ยังคงยืดเยื้อ ประกอบกับวิกฤติโควิด 19 ที่ยังคงระบาดหนักในหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลกระทบอย่างจังต่อภาพรวมเศรษฐกิจการค้านานาชาติ แต่ด้วยนโยบายการบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องการกระจายวัคซีน ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่เริ่มส่งผลเป็นรูปธรรม จนกลายเป็นโมเดล หรือ ตัวอย่างให้กับรัฐบาลประเทศอื่น และนี่คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นเศรษฐกิจ ของสหรัฐ ให้ฟื้นตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ นโยบายเศรษฐกิจการค้าการลงทุน ของสหรัฐ ภายใต้การนำของ ไบเดน ก็ แตกต่างกับอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างสิ้นเชิง
หันมองความสัมพันธ์ ทางการค้าระหว่างไทย และ สหรัฐ แม้จะเจอโควิด แต่น่าแปลกใจ ที่การส่งออกไทยไปสหรัฐ ปีที่แล้ว (2020) ขยายตัวถึง 9.6 เปอร์เซนต์ ครอบคลุมกลุ่มสินค้า ทั้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเลคโทรนิค ผลิตภัณฑ์ยาง ไปจนถึงสินค้าแปรรูปทางการเกษตร แต่เราก็ยังไม่สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากเท่ากับ เวียดนาม และ มาเวเซีย โดย เวียดนามยังคงเป็นอันดับหนึ่งที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐมากที่สุดในอาเซียน
การเข้ารับตำแหน่งของโจ ไบเดน ถือเป็นการพลิกโฉมใหม่บนเวทีเศรษฐกิจโลก สหรัฐเดินหน้า รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่ม เอเชียแปซิฟิค ไปจนถึงเวทีใหญ่ๆ ระดับโลก ส่วนนโยบายกับ จีน ยังคงเข้มงวด เรียกว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมา เพราะ ขนาด Trade Deal phase one ที่พยายามทำกันมาตลอด ก็ยังไม่ลงตัว ในความวุ่นวายเหล่านี้กลับเกิดโอกาสให้หลายประเทศ และ ไทย เรา เข้าไปแทรกแซง หรือเสนอขายสินค้าได้ พูดง่ายๆ ก็คือ สหรัฐยังไม่ได้เข้มงวดกับเรามากนั่นเอง
และ หากจะตีตลาดส่งออก ไปยังอเมริกา ต้องเข้าใจนโยบายสำคัญภายในประเทศคู่ค้าก่อน จากการที่ไบเดน เลือกลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศก่อน ด้วยงบกว่า สองล้านล้านเหรียญ และ การเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างทั่วถึง เน้นสร้างแรงงานในประเทศ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เก็บภาษีคนรวยเพิ่มขึ้น เน้นนโยบายสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบ และ แนวทางการรับมือ ในยุคไบเดน ไทย จะทำอย่างไรให้สหรัฐเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ?เราจะ หาโอกาสจากความขัดแย้ง ของสองมหาอำนาจได้อย่างไร? นับเป็นการบ้านของรัฐบาลและนักธุรกิจไทย
โดยคุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ยกประเด็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ การพัฒนายกระดับแรงงานไทย จะเป็นดาวเด่นที่จะมัดใจสหรัฐได้

ด้านเทรนด์ตลาดทุนและตลาดการค้าสหรัฐ ปี 2021 ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ บอกว่า เรื่อง เงินเฟ้อในสหรัฐนั้นน่ากังวล  โดยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ภาพการลงทุนจะเปลี่ยนไปจากช่วงครึ่งแรกของปีที่ดูดีเกินไป ทำให้ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงมากขึ้น เศรษฐกิจทั้งสหรัฐ จีน และยุโรปจะเริ่มชะลอตัวลง การจ้างงาน การจับจ่ายจะเริ่มลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในส่วนที่เกี่ยวกับการผลิตปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงราคาน้ำมัน บวกกับนโยบายการขึ้นภาษีของรัฐบาลสหรัฐ การเตรียมขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่รุนแรงขึ้น การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผลักดันภาวะเงินเฟ้อให้สูงขึ้น และจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง แม้ว่าสภาพเศรษฐ กิจโดยรวมจะดีมากก็ตาม 
ดร.ปิยศักดิ์ บอกว่าประเด็นเรื่องน้ำมันเริ่้มแพงขึ้น เกิดขึ้นจากอุปสงค์มีการเพิ่มขึ้นมาก แต่อุปทานเพิ่มขึ้นน้อย ทำให้เชื่อว่าราคาน้ำมันอาจจะพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาเรล แต่ก็เชื่อกันว่าปัญหานี้ไม่น่าจะหนักหน่วงขนาดนั้น เพราะอุปสงค์ของหลายประเทศก็ไม่ได้มีมาก เพราะยังไม่ฟื้นตัวจากโรคระบาด และอุปทานจากที่อื่น ๆ ก็น่าจะเพิ่มขึ้น อย่างเช่นจากอิหร่านที่อาจจะหลุดจากการคว่ำบาตร แต่ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่จากการเก็งกำไร ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐก็พยายามควบคุมการเก็งกำไร ด้วยการปรับดอกเบี้ยเพื่อควบคุมสภาพคล่อง 
ภาพเหล่านี้ทำให้มองกันว่าอนาคตมันไม่สดใส มีความเสี่ยงในอนาคต แม้ว่าเศรษฐกิจภาพรวมของสหรัฐจะยังดีอยู่ และยังจะดีต่อไปจากนโยบายเศรษฐกิจที่ดีก็ตาม 
เรื่องนี้ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้น ต้องมีการเลือกมากขึ้นว่าเซ็คเตอร์ไหน รูปแบบไหน ที่ทนต่อสภาพเศรษฐกิจ และมีศักยภาพในระยะยาวได้ โดยที่มองกันว่าน่าสนใจก็คือในเซ็คเตอร์เทคโนโลยี ที่มีความทนต่อสภาพเศรษฐกิจในอนาคตได้ รวมถึงหุ้นในกลุ่มสุขภาพที่ยังสามารถไปได้อยู่