ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการสำนักงาน วิจัยนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนา TDRI กล่าวในการสัมมนา Nation TV Virtual Forum Thailand Survival Post Covid-19:ครั้งที่ 1 "สหรัฐเดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจ มองโอกาสการค้าไทยสหรัฐฯ" ระดมสมองทุกภาคส่วน เปิดมุมมอง พาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าหลังจากเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเด็น "จับจังหวะเศรษฐกิจสหรัฐ คืนแท่นมหาอำนาจ" ว่า
หลังวิกฤตโรคระบาดเศรษฐ กิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งในปีนี้ ทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐก็น่าจะดีขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว การเติบโตของการส่งออกของไทยไปสหรัฐ ในช่วงนี้ก็สูงกว่าช่วงก่อนระบาดของโควิด-19 เสียด้วยซ้ำ เนื่องจากในส่วนของนโยบายการเงินการคลัง สหรัฐเน้นการใช้จ่ายเยอะมาก โดยปีนี้น่าจะใช้เงินประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเน้นไปที่การอัดฉีดเงิน เพื่อให้ภาคครัวเรือนเพิ่มการบริโภค ขณะเดียวกันคนอเมริกันมีการออมเงินมากเป็นประวัติการณ์ เมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลาย ก็มีความต้องการใช้เงิน การส่งออกจึงควรเน้นไปที่การบริโภค
สินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐมากก็คือชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าทางการแพทย์ อย่างเช่นถุงมือยาง รวมถึงฮาร์ดดิสต์ไดรฟ์ที่ไทยเป็นฐานการผลิตใหญ่
สงครามการค้าของสหรัฐกับจีน ก็ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์ เมื่อสหรัฐหันมาซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นแทนการซื้อจากจีน นักลงทุนเองย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทย แต่ในระยะยาว ระบบนี้จะทำให้การค้าโลกไม่เติบโต และปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ที่เป็นผลจากสงครามการค้า ก็จะส่งผลกระทบกับภาคการผลิตของไทยรวมถึงต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น
และอีกประเด็นที่น่าจับตามอง ก็คือการอัดฉีดเงินของสหรัฐจะดำเนินไปทางไหนในปีหน้า และเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือไม่ รวมถึงการกลับมาของโควิด-19
ขณะที่การได้ดุลการค้าสหรัฐมาก ๆ ก็อาจจะทำให้สหรัฐเพ่งเล็งไทยมากขึ้น อย่างนอกเหนือจากการตัดจีเอสพีไทยแล้ว ไทยก็อยู่ในบัญชีประเทศถูกจับตามองเรื่องการบิดเบือนค่าเงินของสหรัฐด้วย แต่สหรัฐจะดำเนินการอะไรกับไทยมากกว่านี้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของการเมือง
ด้านนายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจช่วงนี้ฟื้นตัวดีมาก โดยเฉพาะสหรัฐฯฟื้นตัวรวดเร็วมากในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ตลาดทุนก็พลอยฟื้นตัวได้ดีได้เร็ว จริงๆแล้ว ตลาดทุนฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างมาก อัดฉีดเงินเข้าไป ทำให้มีสภาพคล่องเยอะมาก และลดอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก และในปีนี้ภาคเศรษฐกิจจริงเริ่มฟื้นตัวแล้ว และน่าจับตาว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่นำมาใช้ในช่วงที่ผ่านมา จะเริ่มมีการถอนคันเร่งเร็วช้าอย่างไรในช่วงปีนี้ถึงปีหน้า แต่แค่มีสัญญาณจากเฟดว่าอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงทันที
นอกจากนี้นโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน โดยเฉพาะในช่วง 100 วันแรก มีส่วนส่งผลดีต่อตลาดทุน โดยสามารถดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ก็ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังมีแผนส่งเสริมการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว
นอกจากนี้สหรัฐฯยังกลับมาให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก็เป็นแนวโน้มที่ดีและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลาดทุนก็สนใจเรื่องการลงทุนอย่างยั่งยืนและการดำเนินกิจการอย่างยั่งยืนมาระยะหนึ่งแล้ว และตลาดทุนไทยก็มีความโดดเด่นในเรื่องนี้ได้รับรางวัลทั้งในระดับสากลและระดับประเทศด้วย และในปีที่ผ่านมามีบริษัทจดทะเบียนของไทยเข้าไปติดอันดับใน Dow Jones Sustainability Index เยอะมาก
ส่วนประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็มีข่าวที่สหรัฐฯขู่ถอดบริษัทจีนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการออกร่างกฎหมายเกี่ยวกับนวัตกรรมและการแข่งขัน ที่มุ่งเพิ่มการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีซึ่งที่จริงมีเนื้อหาเพื่อกีดกันจีนเรื่องสิทธิมนุษยชนและทรัพย์สินทางปัญญา ส่งผลให้ซัพพลายเชนของโลกแตกเป็นสองฝ่าย ส่วนประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิต ก็ทำให้อาเซียนและไทยกลายเป็นจุดหมายที่น่าสนใจ แต่ถ้าการแข่งขันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็บีบให้มีการเลือกข้าง และมีต้นทุนของการไม่เลือกข้าง ทำให้หาสมดุลได้ยากขึ้น ก็จะเป็นความผันผวนในตลาดทุน
ส่วนสภาพตลาดทุนสหรัฐฯในครึ่งปีหลัง ก็ยังต้องจับตาเรื่องสาธารณสุข หากควบคุมโควิด-19 ได้ดี และเศรษฐกิจก็ฟื้นตัวดี ธนาคารกลางก็จะพิจารณาสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยว่าจะถอนคันเร่งหรือไม่ ซึ่งเฟดก็สื่อสารว่า ไม่ได้รวดเร็วขนาดนั้น ทำให้ความผันผวนจะอยู่ในตลาดทุนไทยและตลาดทุนโลกไปสักระยะ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้าหรือปีถัดไป หรือความชัดเจนจากเศรษฐกิจจีนว่าฟื้นตัวได้มั่นคงแค่ไหน
ส่วนเศรษฐกิจไทยก็มีปัจจัยคล้ายกัน คือ เรื่องสาธารณสุข ตามหมุดหมายของการเปิดภูเก็ตในเดือนหน้า และการเปิดประเทศใน 120 วัน และในสิ้นปีมีวัคซีน 100 ล้านโดส ก็น่าจับตา การออกจากปัญหาโควิด ถ้านาน ช้า แผลลึก ก็จะยาก แผลทางเศรษฐกิจ เช่น หนี้ต่างๆ ก็จะทำให้ฟื้นเร็วช้าต่างกันไป