"โรนัลโด้ เอฟเฟกต์" เรื่องร้อนในโลกลูกหนังที่ทำให้เครื่องดื่มยี่ห้อดังต้องสะเทือน ท่ามกลางคำถามเรื่องความเหมาะสมในการเลือกแสดงออกถึงความเชื่อส่วนตัวผ่านเวทีสาธารณะ

กลายเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาที่สุดในช่วงสัปดาห์แรกของการแข่งขันฟุตบอล "ยูโร 2020" เมื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุกีส เลื่อนขวดน้ำอัดลมยี่ห้อดังออกจากโต๊ะแถลงข่าว ก่อนชูขวดน้ำพร้อมเอ่ยปากสนับสนุนให้ทุกคนหันมาดื่มน้ำเปล่ากันดีกว่า

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมไปถึง "โคคา-โคลา" บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำดำชื่อดัง โดยมีการเปิดเผยว่า หุ้นของบริษัทดิ่งลงในชั่วข้ามคืนถึง 1.6% มาอยู่ที่ 55.22 เหรียญสหรัฐ ซึ่งนั่นทำให้บริษัทสูญเสียมูลค่าในตลาดไปถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 124,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

"โรนัลโด้ เอฟเฟกต์" ปรากฏการณ์สะเทือนวงการลูกหนัง ที่ควร"เห็นต่าง"ให้ถูกที่



หลังจากนั้น การ "เลื่อนขวด" ก็กลายเป็นกระแสฮอตฮิตของนักฟุตบอลในศึกยูโรครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ปอล ป็อกบา ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส เลื่อนขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (แม้ว่าจะเป็นแบบ 0%) ออกจากโต๊ะโดยให้เหตุผลเรื่องการขัดหลักการของศาสนาอิสลาม ขณะที่ มานูเอล โลคาเตลลี กองกลางทีมชาติอิตาลี ก็ทำเช่นเดียวกับ CR7 โดยขยับขวดเครื่องดื่ม "โคคา-โคลา" บนโต๊ะแถลงข่าว และนำเอาขวดน้ำเปล่ามาวางตรงหน้าแทน

ที่แหวกแนวหน่อยก็คือ อังเดร ยาร์โมเลนโก้ แนวรุกทีมชาติยูเครน ที่ขยับทั้งขวดน้ำอัดลม และขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เป็นการเลื่อนมาไว้หน้าตัว พร้อมเล่นมุกเชิญชวนให้ทั้งสองยี่ห้อมาติดต่อตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์?!?!

สุดท้าย สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ต้องออกมาเบรก โดยเตือนว่าหากมีนักเตะ-กุนซือคนไหนเลื่อนขวดอีก สมาคมฟุตบอลของชาตินั้นๆจะถูกปรับเงิน เพราะต้องการทุกคนเคารพกฏระเบียบของการแข่งขัน และเคารพผู้สนับสนุนด้วย

"โรนัลโด้ เอฟเฟกต์" ปรากฏการณ์สะเทือนวงการลูกหนัง ที่ควร"เห็นต่าง"ให้ถูกที่



จริงอยู่ที่การเลือกดื่ม-ไม่ดื่มอะไร เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่แต่ละคนย่อมมีสิทธิ์เลือกเอง แต่การเลือกที่จะแสดงออกการไม่สนับสนุนในที่สาธารณะ แทนที่จะเลือก "ปล่อยวาง" ทำให้นักเตะดังเหล่านี้ต้องถูกตั้งคำถามในเรื่องกาลเทศะอย่างปฏิเสธไม่ได้อีกทั้งตัวนักฟุตบอลเองก็มีรายได้จากส่วนนี้เช่นเดียวกัน เพราะนอกจากค่าเหนื่อยที่ได้รับจากต้นสังกัดแล้ว รายได้อีกทางหนึ่งของพวกเขาก็คือ การเซ็นสัญญาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งบางคนอาจมีรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์นอกสนามมากกว่าการเล่นในสนามด้วยซ้ำและก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นต้องส่งผลกระทบกับใครบางคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตที่ต้องมีการปล่อยมลพิษสู่แหล่งน้ำ-อากาศ จนบางครั้งอาจเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม หรือผลิตภัณฑ์บางอย่างมีผลผลิตจากสัตว์เป็นส่วนผสม หรือใช้สัตว์ในการทดลอง ทำให้สัตว์เหล่านั้นต้องตาย เป็นต้น

"โรนัลโด้ เอฟเฟกต์" ปรากฏการณ์สะเทือนวงการลูกหนัง ที่ควร"เห็นต่าง"ให้ถูกที่



นอกจากนี้ ในวงการฟุตบอลช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งถูกขับเคลื่อนโดยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มมากมายหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องดื่ม "มีสี" หรือ "มีแอลกอฮอล์" แทบทั้งนั้น และในปัจจุบัน เครื่องดื่มทั้งสองยี่ห้อก็ถือเป็นผู้สนับสนุนหลัก (Top-tier sponsors) ของยูฟ่า และทำให้องค์กรลูกหนังแห่งนี้มีรายได้ถึงกว่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 75,000 ล้านบาท) จากการแข่งขันรวมทุกรายการ

แม้ข้อตกลงระหว่างยูฟ่ากับบรรดาผู้สนับสนุนหลักทั้งหลายจะไม่มีการเปิดเผย แต่หากย้อนไปในศึก "ยูโร 2016" เคยมีรายงานไว้ว่า ยูฟ่า มีรายรับจากสปอนเซอร์ถึง 576 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18,000 ล้านบาท)

และเงินรายได้ดังกล่าวก็ไม่ได้หายได้ไหน แต่ก็ย้อนคืนสู่ชาติสมาชิกในรูปแบบที่หลากหลายกันไป ไม่ว่าจะเป็นเงินรางวัลจากการคว้าแชมป์หรือการเข้ารอบแต่ละรอบ ไล่เรียงไปถึงการมอบเงินให้สมาคมฟุตบอลแต่ละแห่งเพื่อตั้งเป็นกองทุนในการพัฒนาฟุตบอลระดับรากหญ้าในประเทศ

แล้วถ้าวันหนึ่งสปอนเซอร์เหล่านั้นขอถอนตัว (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลนี้หรือเหตุผลไหนก็ตาม) วงการฟุตบอลในภาพรวมจะเป็นอย่างไรต่อไป

"โรนัลโด้ เอฟเฟกต์" ปรากฏการณ์สะเทือนวงการลูกหนัง ที่ควร"เห็นต่าง"ให้ถูกที่



ดังที่ "โคคา-โคลา" ชี้แจงหลังเกิดประเด็นดราม่าว่า ทุกคนมีสิทธิเลือกเครื่องดื่มที่ตนเองชอบ และมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป

การ "เห็นต่าง" และยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เป็นเรื่องถูกต้อง และการโน้มน้าวให้คนรอบข้างหันมาเห็นด้วยกับตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกัน แต่จะดีกว่าไหมหากหันไปแสดงออกผ่านพื้นที่ส่วนตัวอย่างในไอจี, เฟซบุ๊ก ฯลฯ แทนที่จะใช้เวทีสาธารณะเช่นนี้ เพราะแม้เราจะเห็นต่าง แต่เราก็ควรเคารพผู้ที่แตกต่างทางความเชื่อกับเราเช่นกัน เพราะความเชื่อของเราอาจไปส่งผลกระทบต่อใครได้ทั้งนั้น

ถ้าไม่เชื่อ ลองถามคนในประเทศแถวนี้ดูก็ได้ ว่าการไม่เคารพความเห็นต่าง สร้างความเสียหายได้มากขนาดไหน