"อัมรินทร์ คอมันตร์" มองเหตุการณ์ในเมียนมากำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือของชาติตะวันตกในการทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน ชี้ชาติอาเซียนควรยึดตามหลักการ "ไม่แทรกแซงกิจการภายใน" ของชาติสมาชิก และมองรัฐบาลภายใต้การนำของ "อองซานซูจี" ล้มเหลวในการแก้ปัญหาต่างๆ คือต้นเหตุที่ทำให้กองทัพทำรัฐประหาร

28 เมษายน 2564 นายอัมรินทร์ คอมันตร์ กงสุลกิตติมศักดิ์ สาธารณรัฐเบนินประจำประเทศไทย และเป็นนักธุรกิจชื่อดังที่เคยมีบทบาทเคลื่อนไหวต่อต้าน "กฎหมายขายชาติ" รวมถึงยังเป็นหลานของ ฯพณฯ ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีบทบาทร่วมก่อตั้งประชาคมอาเซียน ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศเมียนมา โดยระบุว่า...
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาเป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อคนเมียนมาและความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน
การที่ทหารออกมาล้มล้างรัฐบาลภายใต้การนำของรัฐบาลนางอองซานซูจี โดยกล่าวว่าการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและอื่นๆ ต้องการที่จะเข้ามาบริหารประเทศเพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีของประชาชนและจะจัดการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยต่อไป
ที่ผ่านมาทหารได้หลีกทางให้มีการเลือกตั้ง ประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคของนางอองซานซูจี ทหารก็หลีกทางให้พรรคการเมืองที่สนับสนุนนางอองซานซูจีเข้ามาบริหารประเทศ
ก่อนหน้านี้นางอองซานซูจีถูกรัฐบาลทหารในอดึตจับให้อยู่ในบริเวณควบคุมมาเป็นเวลานับสิบปี ยากที่จะมีโอกาสพบปะสังสรรค์หรือได้ข้อมูลข่าวสารที่จะทำให้เธอเป็นผู้ที่รอบรู้ในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจความมั่นคงและด้านการเมืองระหว่างประเทศ
ทางด้านเศรษฐกิจแม้ว่าจะกระเตื้องขึ้นบ้างด้วยการชักชวนทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนและพยายามส่งเสริมการลงทุนของคนในชาติ รวมทั้งการสร้างผลผลิตทางด้านการเกษตร แต่ก็มักจะถูกนักลงทุนและผู้ซื้อต่างชาติเอาเปรียบอยู่เสมอ เช่นการส่งถั่วงาไปอินเดียก็ถูกกดราคา รวมทั้งพืชผลทางด้านอื่นๆที่ส่งไปยังประเทศต่างๆ
สิ่งที่เห็นได้ชัดถึงปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสมัยที่นางอองซานซูจีครองอำนาจอยู่คือ แรงงานชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยทั้งที่ถูกกฏหมายและผิดกฏหมายมีจำนวนมากขึ้น เพราะอยู่ที่เมียนมาก็ยากที่จะหารายได้ เลยต้องทิ้งครอบครัวญาติพี่น้องเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย ส่อให้เห็นความล้มเหลวในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจอีกข้อหนึ่ง

"อัมรินทร์ คอมันตร์" มองเหตุการณ์ในเมียนมากำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายอาเซียน



ทางด้านความมั่นคงภายใน แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยอยู่บ้าง แต่ปัญหาชาวโรฮินยาอันมีต้นตอมาจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษเมื่อเข้ามายึดครองเมียนมาได้ทำการปลูกชา และไม่สามารถหาแรงงานเมียนมาได้เพียงพอ ก็นำเอาประชากรชาวบังกลาเทศเข้าสู่เมียนมาเป็นจำนวนมากเพื่อเก็บใบชาและใช้แรงงานด้านอื่นๆ เมื่ออังกฤษครองเมียนมามาประมาณ 90 ปี ก็ถอนตัวออกไป ทิ้งปัญหาไว้ให้เมียนมา ปัญหาอันเกิดจากการที่ชาวโรฮินยาต้องการสิทธิต่างๆเท่าเทียมกับคนเมียนมา คนเมียนมาเป็นคนที่รักชาติรักแผ่นดิน เมื่อประชาชนของตนถูกทำร้ายโดยพวกมุสลิมหัวรุนแรง ทหารเมียนมาก็ออกมาปกป้องประชาชนร่วมชาติของเขา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้นตอก็คือจักรวรรดินิยมอังกฤษที่ก่อขึ้นและทื้งปัญหาให้เมียนมามาจนทุกวันนี้สื่อต่างประเทศตะวันตกก็พยายามโจมตีกล่าวร้ายทหารและนางอองซานซูจีในเรื่องเกี่ยวกับการปราบปรามขาวโรฮินยา โดยแทบไม่มีสื่อใดกล่าวถึงต้นตอที่นำคนบังกลาเทศเข้าไปเป็นแรงงานของตนเพื่อประโยชน์ของตนและทิ้งปัญหาไว้ให้ชาวเมียนมา
ที่ผ่านมานางอองซานซูจีในฐานะผู้นำรัฐบาลก็ตั้งคณะกรรมการเข้ามาแก้ปัญหา แต่ด้วยความที่เลือกคนที่ตนเองคิดว่าเก่ง แต่แค่ประชุมครั้งแรกก็ประสบปัญหา กรรมการบางคนถึงกับลาออก ซึ่งแสดงออกถึงการเลือกคนไม่ถูกกับงานและขาดคุณสมบัติของผู้นำ นางอองซานซูจีเองก็เดินทางไปศาลโลกเพื่อไปแถลงแก้ข้อกล่าวหาว่าทหารเมียนมา แต่ศาลโลกก็คือศาลโลก มีแต่ผู้ที่ไม่เข้าใจขบวนการเบื้องลึกของศาลที่เดินไปศาลโลก เช่นประเทศไทยเป็นต้น ในที่สุดนางอองซานซูจีก็ได้แต่เป็นข่าวในสื่อแต่แก้ปัญหายังไม่สำเร็จ
ชาติตะวันตกหลายชาติรวมทั้ง UN ต้องการที่จะเข้าไปยุยงและแทรกแซงภายในของเมียนมา ซึ่งทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้กับทหาร ไม่พอยังเรียกร้องให้ ASEAN เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา มีบางประเทศใน ASEAN เช่นรัฐบาลอินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศบรูไน ที่มีแนวโน้มที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของชาวเมียนมา แต่โดยหลักการที่สำคัญของ ASEAN ข้อหนึ่งคือ "การไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก" แต่ประเทศที่กล่าวข้างต้นคงติดใจในเรื่องที่คิดว่าทหารทำร้ายพวกโรฮินยาที่เป็นศาสนามุสลิมด้วยกัน ซึ่งที่ผ่านมาทางการของเมียนมาก็ไม่หาโอกาสเพียงพอที่จะอธิบายถึงความเป็นจริงและความถูกต้องให้ประเทศมุสลิมต่างๆได้รับทราบ จะด้วยความไม่สันทัดในการสื่อ หรือเพราะความที่คิดว่าเป็นเรื่องภายในของประเทศตน ซึ่งเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลของนางอองซานซูจี
ความเป็นปึกแผ่นของอาเซียนกำลังอยู่ในจุดเสื่อมที่ชาติตะวันตกบางชาติกำลังใช้เหตุการณ์ในเมียนมาเป็นเครื่องมือทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของ ASEAN ถ้าบางประเทศใน ASEAN เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของเมียนมาก็เท่ากับตกเป็นเครื่องมือของชาติตะวันตกบางประเทศอีกครั้ง และจะเกิดความแตกแยกในกลุ่ม ASEAN ซึ่งมีประชากร 700 ล้าน ในขณะเดียวกันยุยงให้ประชาชนชาวเมียนมาแสดงกำลังและความรุนแรงเข้าต่อสู้กับทหาร ประชาชนและทหารล้มตายเป็นจำนวนมาก สร้างความอ่อนแอและความวิบัติแก่ประเทศเมียนมา สื่อและชาติตะวันตก ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย