กลายเป็นปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐ ว่าด้วยการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3 แทน นายเทพไท เสนพงศ์ ที่โดนศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่

ศึกเลือกซ่อมหนนี้ มีบางพรรคซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลขอ "หมอบ" ไปล่วงหน้าแล้ว โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยของ "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล แต่เมื่อเหลียวดูคะแนนเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. ปี 62 ก็พอเข้าใจว่าภูมิใจไทยทำไมถึงไม่ส่ง เนื่องจากได้คะแนนเสียง มาเป็นอันดับสาม 15,490 คะแนน ตามหลังผู้ชนะ คือ นายเทพไท อยู่เกือบเท่าตัว เพราะนายเทพไท ทำไว้ที่ 33,310 คะแนน

ศึกนี้ พรรคภูมิใจไทยจึงออกตัวว่าไม่ส่ง โดยพูดจาให้ดูหล่อว่า "รักษามารยาททางการเมือง" ของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันคำว่า "มารยาท" กำลังแสลงใจพรรคประชาธิปัตย์ เพราะอยู่ในอาการโกรธ "หัวฟัดหัวเหวี่ยง" หลังพลังประชารัฐทำท่าจะส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ ซึ่งแต่เดิมเป็นที่นั่งของพรรคตนเอง

ที่สำคัญถ้าพลังประชารัฐส่งจริง ประชาธิปัตย์ก็อันตราย เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายเทพไท ในฐานะตัวจริงเสียงจริง ยังได้คะแนน 33,310 คะแนน ทิ้งห่าง นายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ จากพลังประชารัฐที่ได้ไป 28,742 คะแนน ไปเพียง 4 พันกว่าคะแนนเท่านั้น

ยิ่งศึกเลือกตั้งซ่อมหนนี้ "พรรคกล้า" ที่นำโดย นายกรณ์ จาติกวณิช จะส่งผู้สมัครชิมลางเป็นพื้นที่แรก และอาศัยฐานเสียงใกล้เคียงกับประชาธิปัตย์ด้วย เพราะนายกรณ์ ก็เป็นศิษย์เก่า ปชป. อาจทำให้ไปตัดคะแนนกันเอง และสุดท้ายพลังประชารัฐมีสิทธิ์เข้าวิน

งานนี้ประชาธิปัตย์จึงต้องงัดประเด็น "มารยาททางการเมือง" ของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ที่จะต้องหลีกทางให้กันในสนามเลือกตั้ง ที่พรรคหนึ่งพรรคใดครองที่นั่ง ส.ส.อยู่ แล้วก็ยกการเลือกตั้งซ่อม-เลือกตั้งใหม่ 3 สนามในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์หลีกทางให้พลังประชารัฐ และย้ำว่านั่น คือ "มารยาททางการเมือง" ที่พลังประชารัฐจำเป็นต้องถือปฏิบัติด้วยเช่นกัน

"มารยาท ปชป." พูดหล่อสวนทางพฤติกรรม?

การเลือกตั้งซ่อม 3 สนาม ที่ประชาธิปัตย์หยิบมาอ้าง ก็คือ ขอนแก่น เขต 7 กำแพงเพชร เขต 2 และสมุทรปราการ เขต 5 ซึ่งทั้ง 3 เขต 3 จังหวัด พลังประชารัฐคว้าชัยได้ทั้งหมด ซึ่งมีทั้งรักษาแชมป์ และเอาชนะคู่แข่งเจ้าของพื้นที่เดิมได้แต่ประเด็นก็คือ ทั้ง 3 พื้นที่ ที่ประชาธิปัตย์ไม่ส่งลงเลือกตั้งซ่อมนั้น เมื่อครั้งเลือกตั้งใหญ่ ก็ได้คะแนนแบบที่เรียกว่า "รั้งท้าย"

โดยที่ขอนแก่น เขต 7 การเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. ปี 62 ประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นอันดับ 7 ได้คะแนนแค่ 889 คะแนน ขณะที่ผู้ชนะได้ไปถึง 29,710 คะแนนส่วนกำแพงเพชร เขต 2 การเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. ปี 62 ประชาธิปัตย์เข้าป้ายเป็นอันดับ 3 แต่คะแนนห่างจากผู้ชนะกว่า 20,000 คะแนน

เข่นเดียวกับ สมุทรปราการ เขต 5 การเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. ปี 62 ประชาธิปัตย์เข้าป้ายเป็นอันดับ 4 ได้คะแนน 6,954 คะแนน ขณะที่ผู้ชนะกวาดไปกว่า 4 หมื่นคะแนน ดังนั้นจากผลคะแนนที่มองเห็นแบบจะๆ ทำให้น่าคิดว่า การเลือกตั้งซ่อม 3 เขตที่ว่านี้ ประชาธิปัตย์ ไม่กล้าส่ง เพราะส่งไปก็แพ้ แต่กลับอ้างแบบหล่อๆ ว่า "มีมารยาททางการเมือง" หรือไม่

ที่สำคัญในความเป็นจริงแล้ว หลังเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ปี 62 มีการเลือกตั้งซ่อมและเลือกตั้งใหม่มาแล้ว 5 ครั้ง อีก 2 ครั้ง ที่ยังไม่พูดถึง คือ ลำปาง เขต 4 ประชาธิปัตย์ก็ไม่ส่งเช่นกัน เพราะได้คะแนนเมื่อตอนเลือกตั้งใหญ่ปี 62 เพียง 2,469 คะแนน ขณะที่ผู้ชนะกวาดไปกว่า 4 หมื่นคะแนน

"มารยาท ปชป." พูดหล่อสวนทางพฤติกรรม?



อีกครั้งหนึ่งคือการเลือกตั้งซ่อมที่ นครปฐม เขต 5 เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ปี 62 ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครลงแข่งกับพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน แล้วก็แพ้ให้กับพรรคชาติไทยพัฒนา เกือบ 3 หมื่นคะแนน โดยพรรคชาติไทยพัฒนา เอาชนะพรรคอนาคตใหม่ เจ้าของพื้นที่เดิมได้อีกด้วย

คำถามก็คือ เหตุใดในการเลือกตั้งซ่อมที่นครปฐม เขต 5 พรรคประชาธิปัตย์ถึงส่งผู้สมัครลงแข่งกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน โดยไม่อ้าง "มารยาททางการเมือง" เหมือนครั้งอื่นๆ หรือว่าเพราะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ปี 62 ประชาธิปัตย์เข้าป้ายมาเป็นอันดับ 2 แพ้แค่อนาคตใหม่เท่านั้น ทำให้รู้สึกมีหวังว่าจะเอาชนะได้ จึงส่งผู้สมัครโดยไม่สนใจเรื่องมารยาททางการเมือง ทั้งๆ ที่พรรคชาติไทยพัฒนาส่งสัญญาณขอให้เปิดทาง

เนื่องจาก นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ จาก "บ้านใหญ่นครปฐม" ต้องการแก้มือ ที่พ่ายให้กับอนาคตใหม่ไปแบบล็อคถล่มนี่คือเรื่องราวของตัวเลข การเลือกตั้ง และมารยาททางการเมือง ที่ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับพรรคและพวกของตน