ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันระหว่าง นายมังกร ยนต์ตระกูล ผู้สมัคร หมายเลข 3 พรรคเพื่อไทย ลงเพื่อรักษาตำแหน่ง แล้วจะทำงานต่อ แข่งขันกับนายเอกภาพ พลซื่อ ผู้สมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรค ซึ่งเป็นอดีตส.ส.ร้อยเอ็ด และก่อนหน้านั้นเคยสมัครส.ส.ในนามพรรคพลังประชารัฐแต่ต่อมาลาออกจากพรรคมาสมัครอิสระ ได้หมายเลข1 โดยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันระหว่าง 2 คน คือหมายเลข 1 และหมายเลข 3 ในขณะที่มีหมายเลข 2 นายสถาพร ว่องสัธนพงษ์ ลงสมัครในนามกลุ่มก้าวหน้า ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจากกกต.ร้อยเอ็ด สรุปเบื้องต้นว่า ผู้ชนะคือ นายเอกภาพ พลซื่อ ผู้สมัครหมายเลข 1 ได้คะแนน 2 2 1, 7 5 1 คะแนน นายมังกร ยนต์ตระกูล หมายเลข 3 ได้ อันดับที่ 2 ได้คะแนน 2 1 5 ,6 9 4 คะแนน
นายมังกร ยนต์ตระกูล อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ต่อมามาสังกัดพรรคเพื่อไทยและมาลงการเมืองท้องถิ่น ในตำแหน่งนายกอบจ.ร้อยเอ็ด ต่อกัน 2 สมัย และ คสช.ให้อยู่ต่อ 4 ปี รวมมเป็น 12 ปี และยังคงสมัครนายก อบจ.หลังจากลาออกจากพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2561 และให้รองนายกจุรีพร สินธุไพร นำไปสมัครเข้าพรรคพลังประชารัฐ และมาสมัครนายกอบจ.ต่อ โดยมีผู้สมัครนายกอบจ. 6 คนในพื้นที่ แต่ต่อสู้กันจริง ๆ เพียง 3 คน โดย เอกภาพ พลซื่อ อดีต สส.ร้อยเอ็ด ลาออกจากพลังประชารัฐ ลงสมัครอิสระไม่สังกัดพรรค ได้หมายเลข 1 นายสถาพร ว่องสัทธนพงษ์ อดีตประธานสภาอบจ.ร้อยเอ็ดสมัครกลุ่มก้าวหน้า ได้หมายเลย 2 และนายมังกร ยนต์ตระกูล ได้หมายเลข 3ได้ลงพื้นที่หาเสียง แต่โดนกระแสย้ายพรรคและกระแสตก จึงให้นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ สส.เพื่อไทยพากลับไปสมัครเข้าพรรคเพื่อไทยในเดือนธ.ค.ขณะที่กำลังมีการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อเอาสัญลักษณ์พรรคมาหาเสียงสร้างกระแสต่อ และให้ คุณหญิงหน่อยสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รวมถึง นายจาตุรน ฉายแสง มาช่วยลงพื้นที่หาคะแนนเสียงแต่ก็ยังสู้ไม่ได้