ขณะที่นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ระบบสวัสดิการที่ดีจะยกระดับฐานะการเงินของตัวเราเองและครอบครัว แต่ระบบสวัสดิการของไทยยังไม่ดีพอ ใช้งบไปเพียง 3.7% ของจีดีพี ซึ่งน้อยกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเบี้ยยังชีพประชาชน ที่ไทยใช่งบไม่ถึง 0.5% ของจีดีพี ในขณะที่ญี่ปุ่นใช้งบส่วนนี้มากถึง 10.2% ของจีดีพี หรือรายได้ของประเทศ ดังนั้นถือว่าไทยมีสวัสดิการไม่มากพอ ไม่ถ้วนหน้า และไม่ทั่วถึง ทั้งที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ผู้สูงอายุในปีนี้มีมากถึง 13ล้านคน และเริ่มทวีคูณมากขึ้น หากยังไม่มีระบบรัฐสวัสดิการที่ดีจะเป็นการผลักภาระกลับไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานที่อยู่ในวัยทำงาน อาจจะต้องออกจากงานมาดูแลพ่อแม่ ทำให้ประเทศขาดแรงงานได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด ไม่ควรรอเวลา และอ้างว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ ดังนั้นจึงเสนอให้ตัดประมาณ ของกระทรวงกลาโหมลง จากปัจจุบัน 1.4 % ต่อจีดีพี ให้เหลือเพียง 1% ต่อจีดีพี ให้เทียบเท่ากับประเทศสากล นอกจากนี้ให้เพิ่มอัตราภาษีที่ดิน เก็บภาษีหวยบนดิน เอาเงินตาม พ.ร.ก.ที่ยังไม่อนุมัติ 500,000 ล้านบาท มาเข้ากองทุน และทยอยขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลจาก 15% ของรายได้เป็น 18% ของรายได้ใน 20 ปี นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการอีกมากที่ต้องเพิ่ม โดยงบจะนำมาจากการลดรายจ่ายประจำ ลดงบประมาณซ้ำซ้อน หยุดจัดซื้อของแพง และ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ แล้วเพิ่มรายได้โดยการนำเงินนอกงบประมาณและภาษีอื่นมาใช้ เช่น รายได้จากการออกวีซ่าให้ชาวต่างชาติที่เข้าประเทศไทย ซึ่งกระทรวงต่างประเทศจัดเก็บรายได้ถึงปีละ 24,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่างบที่กระทรวงได้รับในแต่ละปี , ภาษีธุรกิจดิจิทัล เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ที่มาขายโฆษณา ซึ่งเรายังไม่มีการจัดเก็บส่วนนี้