แต่ไม่ว่าแรงจูงใจจะมาจากสาเหตุใด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ประกาศกร้าวไว้แล้วว่า "แค้นนี้ต้องชำระ" โดยขณะนี้มีการพูดถึงแนวทางแก้แค้นของอิหร่านไว้ 3 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่
1. ปิดกั้นนานาชาติตรวจสอบนิวเคลียร์ สภาผู้แทนฯ อิหร่านซึ่ง ส.ส.ส่วนใหญ่เป็นสายขวาจัดได้เสนอร่างกฎหมายที่จะยุติการอนุญาตให้ผู้แทนของ IAEA เข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ โดย ส.ส.คนหนึ่งถึงกับกล่าวหาว่า ผู้แทน IAEA คือ "สายลับ" ที่มาจารกรรมข้อมูลอิหร่าน
2. ลอบโจมตีนักการทูตทั่วโลก แนวทางนี้อิหร่านเคยทำมานานแล้ว เช่น เหตุการณ์ในเมืองไทยเมื่อปี 2555 ที่เพิ่งกลับมาเป็นข่าวอีกครั้งหลังไทยส่งตัวผู้ต้องหา 3 คนกลับประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เห็นได้จากการที่รัฐบาลอิสราเอลได้สั่งการให้สถานทูตทั่วโลกยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย
3. โจมตีด้วยขีปนาวุธ ถือเป็นการ "เปิดหน้าชน" โดยบทความในหนังสือพิมพ์ฝ่ายรัฐบาลอิหร่านเรียกร้องให้มีการโจมตีเมืองไฮฟา เมืองใหญ่อันดับ 3 ของอิสราเอล ซึ่งเป็นเมืองที่มีท่าเรือขนาดใหญ่และเป็นที่ตั้งของโรงงานไฟฟ้าด้วย แต่หากแนวทางนี้เกิดขึ้นจริงก็จะมีโอกาสสูงมากที่สถานการณ์จะบานปลายยกระดับจนกลายเป็น "สงครามเต็มรูปแบบ"
อย่างไรก็ตามการแก้แค้นของอิหร่านอาจไม่ได้เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานีพูดไว้ชัดเจนว่า "อิหร่านฉลาดพอที่จะไม่ตกหลุมพรางของพวกไซออนิสต์" และอิหร่านจะตอบโต้แน่นอนเมื่อ "ถึงเวลาอันเหมาะสม"
ตอนนี้ทั่วโลกต่างกำลังย่ำแย่จากวิกฤตโควิด-19 เพราะฉะนั้น อิหร่านคงไม่มีทางที่จะ "ใจร้อน" โจมตีอิสราเอลเหมือนกับที่เคยส่งขีปนาวุธโจมตีสหรัฐฯ อย่างรวดเร็วเมื่อต้นปี เพราะอิหร่านรู้ดีว่า สิ่งที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการ "นิ่งสงบ" เพื่อรอ "วัดใจ" รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ของโจ ไบเดน