25 พฤศจิกายน 2563 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มราษฎร เปลี่ยนสถานที่นัดชุมนุมไปเป็นหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพานิชย์ แยกรัชโยธิน แทนจากเดิมที่เป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ แยกวังแดง ว่า ส่วนตัวไม่ทราบเรื่องนี้
ส่วนกรณีการที่กลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวไปชุมนุมกันที่บริเวณพื้นที่เศรษฐกิจของเอกชน จะเข้าข่ายประกาศใช้กฎอัยการศึกได้หรือไม่ นั้น ขอให้เลิกพูดเรื่องกฎอัยการศึก เพราะทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม รวมถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ก็พูดแล้วว่าจะไม่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก
"หากผู้ชุมนุมย้ายจากการชุมนุมที่หน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์แล้ว ความอ่อนไหวก็ไม่ต่างจากการชุมนุมในวันอื่นๆ ที่ได้มีการชุมนุมกันไปก่อนหน้านี้ แต่ถ้ายังยืนยันชุมนุมที่หน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ก็จะมีความอ่อนไหวมากกว่าทุกครั้ง" นายวิษณุ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า การที่ผู้ชุมนุมย้ายสถานที่แสดงว่าสามารถใช้กฎหมายปกติในการควบคุมสถานการณ์ได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า กฎหมายอะไรก็ได้ที่มีอยู่นำมาใช้ได้ โดยที่ไม่ใช้กฎอัยการศึก และขอย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยคิดเรื่องการใช้กฎอัยการศึก ผู้สื่อข่าวไปได้ข่าวจากไหนว่ามีการคิดถึงเรื่องนี้
ทั้งนี้ การมีกฎอัยการศึกไม่ได้แตกต่าง จากการที่ไม่มีในเวลานี้ เพียงแต่การประกาศกฎอัยการศึก ทำให้ทหารออกมามีอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ ซึ่งที่จริงแล้วเมื่อมีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็จะมีการตั้งให้ทหารเป็นหัวหน้าผู้อำนวยการเจ้าพนักงานควบคุมสถาการณ์ แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้ เปลี่ยนให้ตำรวจเป็นหัวหน้าผู้อำนวยการเจ้าพนักงานควบคุมสถานการณ์ ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไร สำหรับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จะเบากว่าการประกาศใช้กฎอัยการศึก แต่อำนาจนั้นไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ แต่ในส่วนของผู้รักษาการจะแตกต่างกัน
เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังจำเป็นจะต้องกลับมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกครั้งหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ แต่ถ้าจะประกาศก็ไม่มีปัญหาอะไร อยู่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงจะเป็นผู้ประเมินว่า สถานการณ์มีความร้ายแรงเพียงใด จึงจะต้องกลับมาประกาศใช้ในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกครั้ง ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงจะต้องเป็นผู้ประเมินงานด้านการข่าว ว่า การชุมนุมนั้นจะมีความร้ายแรงมากแค่ไหน