ดังนั้นมาตรการเร่งด่วนที่จำเป็นต้องเข้าไปแก้ไขลำดับแรก คือ 1. การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องให้กับทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่มีสัดส่วนมากกว่า 70% ของจีดีพี
2.การกระตุ้นฟื้นฟูกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมเข้มการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด -19 3.การฟื้นฟูการท่องเที่ยว ที่ต้องดูตลอด Supply Chain โดยได้มีการพูดคุยกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ว่า มีข้อเร่งรัดที่ติดขัดใดบ้าง ทั้งเรื่องของนักท่องเที่ยว สายการบิน โดยจะรีบดำเนินการแก้ไข ส่วนการขอซอฟท์โลนนั้น ศบศ.ได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษารายละเอียดความเหมาะสม
และ 4.เร่งรัดผลักดันการใช้จ่ายของภาครัฐที่มีสัดส่วนประมาณ 20% ของจีดีพี ให้มีความต่อเนื่อง เป็นการล้างท่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ พร้อมดูแลกระแสเงินสดของภาครัฐให้มีเพียงพอในการบริหารฟื้นฟูประเทศ
"เรื่องของสภาพคล่อง มาตรการที่ ศูนย์บริหารสถานการเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือ ศบศ. ดูแลก็ครบเกือบทั้งหมด เพียงแต่ว่าในบาง sector คือ เรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งตอนนี้เราทยอยเปิด แต่ก็ยังต้องชะลอไปก่อน ดังนั้นซัพพลายเชนของภาคท่องเที่ยว ตั้งแต่ชาวบ้านที่เป็นคนส่งให้กิจการโรงแรม ภัตตาคาร ได้รับผลกระทบหมด รวมทั้งสายการบินที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามา ซึ่งครั้งที่แล้ว ศบศ. ได้ประชุมได้ดูเรื่องนี้ และได้มอบให้สภาพัฒน์ และ ธปท ช่วยดู ซึ่งสายการบินขอซอฟท์โลนมา ศบศ. มอบให้สภาพัฒน์ และ ธปท.ช่วยกันดู ให้แยกว่าเป็นหนี้จากผลประกอบการหรือจากโควิด" นายอาคม กล่าว
ทั้งนี้ ศบศ.ได้มอบหมายให้ สศช.ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการพิจารณากลั่นกรองโครงการภายใต้เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม กรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาทด้วย