คุณธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส ได้นำเสนอกรณีศึกษาอีก 2 กรณี โดยกรณีที่สาม "การปรับปรุงคุณภาพด้านการศึกษาผ่านพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา" ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนและภาคสังคมร่วมกับภาครัฐในการแก้โจทย์นโยบายการศึกษาแบบ "เสื้อเหมาโหล" โดยให้โรงเรียนมีอิสระในการทดลองนวัตกรรม ผ่านการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนและสาระวิชาที่ตนเองต้องการโดยไม่ผิดกฎหมาย และให้ภาคสังคมร่วมฝึกอบรมครูในพื้นที่ ในขณะที่กระทรวงศึกษาและองค์การบริหารส่วนจังหวัดรับบทบาทประสานภาคีในจังหวัดและช่วยหาช่องผ่อนคลายกฎระเบียบให้การทำงานของภาคีไม่ผิดกฎหมาย
กรณีสุดท้าย เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐผ่านโครงการ "ข้อตกลงคุณธรรม" (Integrity Pact หรือ IP) ที่เปิดโอกาสให้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ส่งอาสาสมัครร่วมติดตามโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ ส่วนหน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการร่วมลงนามยินยอมเปิดเผยข้อมูลให้อาสาสมัครได้ตรวจสอบ โดยมีกรมบัญชีกลางเป็นผู้ประสานระหว่างทั้งสองฝ่ายและให้งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงาน IP
กรณีศึกษาข้างต้นชี้ว่า การปรับอินเตอร์เฟสของระบบรัฐไทยให้ภาคสังคมมีส่วนร่วม "แฮก" บริการสาธารณะเป็นไปได้ แต่หากจะ "อัพเกรด" อินเตอร์เฟสใหม่ให้เห็นผล รัฐต้องปรับบทบาท 3 ข้อ ดังนี้ ข้อแรก รัฐต้อง "ปลดล็อก" กฎระเบียบเพื่อลดความเสี่ยงให้ภาคสังคมและบุคลากรรัฐกล้าร่วมมือทดลองแนวทางใหม่ ข้อสอง รัฐเล่นบทเป็นผู้อำนวยความสะดวก โดยสนับสนุนงบประมาณและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อเอื้อให้ภาคสังคมได้ทดลองแนวทางใหม่และขยายผล
ให้บริการสาธารณะ ข้อสุดท้าย รัฐต้องระมัดระวังไม่ "hijack" โดยนำผลงานที่ภาคสังคมริเริ่มไปเป็นผลงานของตนเอง แต่ปรับมุมมองพิจารณาภาคสังคมเป็นภาคีให้ข้อมูลและความคิดริเริ่มใหม่ๆ